ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ “วังสาเก” อดีตที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม กลับกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกือบเลือนหายไปจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกชุบชีวิตขึ้นอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือของภาคประชาชนและภาครัฐ ด้วยเป้าหมายฟื้นฟูคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และนำกลับคืนสู่แผ่นดินอุดรธานี เมืองที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ด้วยพระหัตถ์
วังสาเก เดิมตั้งอยู่เลขที่ 79 แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมใช้เป็นที่ประทับ และทรงประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2468 ต่อมาทายาทราชสกุล “ทองใหญ่” ได้พำนักอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนวังจะตกอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์
ปลายปี 2567 กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลให้รื้อถอนอาคารและวัสดุออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อื่น ส่งผลให้วังสาเก ซึ่งถือเป็นร่องรอยสำคัญของประวัติศาสตร์การสร้างเมืองอุดรธานี เกือบถูกลบออกจากพื้นที่โดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 ธันวาคม 2567 เมื่อ คุณโอฬาร ตังคานุกูลกิจ แห่งกลุ่ม “ศรีไทยใหม่” ได้หารือกับผู้ใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี นำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานเร่งด่วน เพื่อเข้าดำเนินการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ โดยมีสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญควบคุมกระบวนการอย่างใกล้ชิด พร้อมลงรหัสไม้ทุกชิ้น เพื่อรักษาความสมบูรณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการประกอบสร้างใหม่ในอนาคต
นายกอบเกียรติ กาญจน ประธานมูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เปิดเผยว่า ไม้สักทองจากวังสาเกทั้งหมดได้ถูกขนย้ายและจัดเก็บไว้ในโกดังของกลุ่มศรีไทยใหม่ ณ จังหวัดอุดรธานี โดยมีการจัดทำบัญชีและรหัสกำกับทุกชิ้น เพื่อให้สามารถนำกลับมาประกอบสร้างได้อย่างถูกต้องตามหลักอนุรักษ์
ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ได้เข้าพบ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เพื่อหารือถึงสถานที่จัดสร้างวังสาเกจำลอง โดยพิจารณาจากหลายพื้นที่ ก่อนเห็นชอบในหลักการเลือกใช้ที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลข อด.1936 ขนาดกว่า 6 ไร่ ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองอุดรธานี
นายกอบเกียรติระบุว่า จังหวัดอุดรธานีได้ประสานไปยังกรมทางหลวง และได้รับการพิจารณาในหลักการ อนุญาตให้ใช้พื้นที่บางส่วนสำหรับโครงการ พร้อมมอบหมายให้สถาปนิกจัดทำผังการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนทางราชการ ก้าวสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมคณะทำงาน เข้าพบตัวแทนราชสกุลทองใหญ่จากหลายสาย ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือและขอความเห็นชอบในการดำเนินโครงการ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการฟื้นฟูวังสาเก ในวาระใกล้ครบรอบ 100 ปี การสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ประธานมูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกล่าวว่า การจัดสร้างวังสาเก ณ จังหวัดอุดรธานี มิได้เป็นเพียงการจำลองอาคารทางกายภาพ หากแต่เป็นการคืนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับเมือง และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ การอนุรักษ์ และการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) และการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการเตรียมจัดพิธีบวงสรวงวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 18 มกราคม 2569 ซึ่งจะถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการฟื้นคืน “วังสาเก” สู่แผ่นดินอุดรธานี
@chaijexu วังสาเก เตรียมฟื้นคืนชีพที่อุดรธานี โครงการอนุรักษ์ร่องรอยประวัติศาสตร์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ “วังสาเก” อดีตที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม กลับกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกือบเลือนหายไปจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกชุบชีวิตขึ้นอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือของภาคประชาชนและภาครัฐ ด้วยเป้าหมายฟื้นฟูคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และนำกลับคืนสู่แผ่นดินอุดรธานี เมืองที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ด้วยพระหัตถ์ วังสาเก เดิมตั้งอยู่เลขที่ 79 แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมใช้เป็นที่ประทับ และทรงประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2468 ต่อมาทายาทราชสกุล “ทองใหญ่” ได้พำนักอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนวังจะตกอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ ปลายปี 2567 กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลให้รื้อถอนอาคารและวัสดุออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อื่น ส่งผลให้วังสาเก ซึ่งถือเป็นร่องรอยสำคัญของประวัติศาสตร์การสร้างเมืองอุดรธานี เกือบถูกลบออกจากพื้นที่โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 ธันวาคม 2567 เมื่อ คุณโอฬาร ตังคานุกูลกิจ แห่งกลุ่ม “ศรีไทยใหม่” ได้หารือกับผู้ใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี นำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานเร่งด่วน เพื่อเข้าดำเนินการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ โดยมีสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญควบคุมกระบวนการอย่างใกล้ชิด พร้อมลงรหัสไม้ทุกชิ้น เพื่อรักษาความสมบูรณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการประกอบสร้างใหม่ในอนาคต นายกอบเกียรติ กาญจน ประธานมูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เปิดเผยว่า ไม้สักทองจากวังสาเกทั้งหมดได้ถูกขนย้ายและจัดเก็บไว้ในโกดังของกลุ่มศรีไทยใหม่ ณ จังหวัดอุดรธานี โดยมีการจัดทำบัญชีและรหัสกำกับทุกชิ้น เพื่อให้สามารถนำกลับมาประกอบสร้างได้อย่างถูกต้องตามหลักอนุรักษ์ ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ได้เข้าพบ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เพื่อหารือถึงสถานที่จัดสร้างวังสาเกจำลอง โดยพิจารณาจากหลายพื้นที่ ก่อนเห็นชอบในหลักการเลือกใช้ที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลข อด.1936 ขนาดกว่า 6 ไร่ ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองอุดรธานี นายกอบเกียรติระบุว่า จังหวัดอุดรธานีได้ประสานไปยังกรมทางหลวง และได้รับการพิจารณาในหลักการ อนุญาตให้ใช้พื้นที่บางส่วนสำหรับโครงการ พร้อมมอบหมายให้สถาปนิกจัดทำผังการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนทางราชการ ก้าวสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมคณะทำงาน เข้าพบตัวแทนราชสกุลทองใหญ่จากหลายสาย ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือและขอความเห็นชอบในการดำเนินโครงการ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการฟื้นฟูวังสาเก ในวาระใกล้ครบรอบ 100 ปี การสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ประธานมูลนิธิกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกล่าวว่า การจัดสร้างวังสาเก ณ จังหวัดอุดรธานี มิได้เป็นเพียงการจำลองอาคารทางกายภาพ หากแต่เป็นการคืนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับเมือง และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ การอนุรักษ์ และการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) และการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการเตรียมจัดพิธีบวงสรวงวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 18 มกราคม 2569 ซึ่งจะถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการฟื้นคืน “วังสาเก” สู่แผ่นดินอุดรธานี
♬ เสียงต้นฉบับ – TONGJUDKADHAD NEWS – TONGJUDKADHAD NEWS