สทนช. ลุยเครื่องปรับปรุงแผนแม่บทลุ่มน้ำปิง 20 ปี งัดกระบวนการ SEA สางปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ดินถล่ม ชูความสำเร็จ “แม่วากโมเดล” อ.แม่แจ่ม ดึงน้ำจากยอดดอยสู่ “บ่อพวง” พลิกวิถีคนบนพื้นที่สูงเลิกปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว ดันรายได้พุ่งกว่า 27% พร้อมแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างยั่งยืน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำทัพสื่อมวลชนลงพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ติดตามความก้าวหน้าการทบทวนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ลุ่มน้ำปิง) พร้อมถอดบทเรียนความสำเร็จของ “แม่วากโมเดล” ต้นแบบการจัดการน้ำบนพื้นที่สูง ที่พลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจปากท้องและสิ่งแวดล้อม

นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการ สทนช. ภาค 1 เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำปิงคือหัวใจของความมั่นคงด้านน้ำภาคเหนือ ขณะนี้ สทนช. ได้รับงบประมาณ 20 ล้านบาท ในการทบทวนแผนแม่บทฯ ช่วงที่ 1 โดยครั้งนี้พิเศษกว่าที่ผ่านมา เพราะดึงกระบวนการ SEA (Strategic Environmental Assessment) หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์เข้ามาใช้ เพื่อออกแบบแผนแบบ “เฉพาะพื้นที่” มองครบมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และรับมือภัยพิบัติอย่างดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก โดยเน้นบูรณาการให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันแทนการแยกส่วน ในส่วนของต้นน้ำ “แม่วากโมเดล” ถือเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์ สทนช. ได้ร่วมกับ สวพส. และหน่วยงานในพื้นที่ ดึงน้ำจากต้นน้ำลงมาพักในระบบ “บ่อพ่อ บ่อแม่ บ่อลูก บ่อหลาน หรือที่เรียกว่าระบบ ”บ่อพวง“ ทำให้เกษตรกรบนที่สูงมีน้ำใช้ตลอดปี เลิกปลูกข้าวโพด หันมาปลูกพืชมูลค่าสูง ช่วยแก้ทั้งปัญหาดินเสื่อมและ PM 2.5

ด้าน นายสมบุญ พาเยาว์ นายก อบต.แม่นาจร ตัวแทนชาวบ้าน สะท้อนเสียงอย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาคนแม่แจ่มมักตกเป็น “จำเลยสังคม” ว่าเป็นต้นเหตุการเผาป่าและ PM 2.5 ทั้งที่ความจริงชาวบ้านไม่ได้อยากปลูกข้าวโพด แต่เพราะ “ขาดแคลนน้ำ” จึงไม่มีทางเลือกและต้องขาดทุนซ้ำซาก วันนี้พอโครงการ คทช. เปิดทางให้รัฐเข้ามาจัดทำระบบน้ำ “บ่อพวง” (บ่อพ่อ-แม่-ลูก) ชาวบ้านก็พร้อมเปลี่ยนวิถีชีวิตทันที และเมื่อไม่ต้องปลูกข้าวโพด ก็ไม่ต้องเผาทำลายตอซังอีกต่อไป สอดคล้องกับ นายยุทธชัย ทีปการพงศ์ นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) ที่กางตัวเลขยืนยันว่า “น้ำคือหัวใจหลัก” เมื่อมีน้ำ เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสาน กระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยวางเป้าหมายให้เกษตรกรหลุดพ้นเส้นความยากจน (รายได้กว่า 300,000 บาท/ปี) ซึ่งผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 27.32% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน อ.แม่แจ่ม มีการเสนอทำระบบน้ำกว่า 100 ระบบ แต่ขับเคลื่อนไปได้เพียง 20 กว่าระบบ จึงอยากให้ สทนช. ผลักดันให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่เพื่อความยั่งยืน


ทางด้านมุมมองนักวิชาการ รศ.ดร.สุภัทรา วิเศษศรี หัวหน้าโครงการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำปิง (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) สรุปว่า การทบทวนแผนครั้งนี้คือการเช็กว่าจุดไหนแก้ได้ จุดไหนยังเป็นปัญหา เพื่อนำข้อจำกัดด้านงบประมาณมาจัดลำดับความสำคัญให้ตอบโจทย์ประชาชนรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้ ภายในเวทีเสวนา “แผนแม่บทลุ่มน้ำปิงกับโจทย์น้ำของพื้นที่” ซึ่งดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้เปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนและเกษตรกรสะท้อนปัญหาจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ สทนช. นำไปบูรณาการแผนจัดการ ดิน น้ำ ป่า ยกระดับคุณภาพชีวิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำได้อย่างแท้จริง