จากกรณีประเด็นดราม่าที่มีคุณแม่ ป่วยเป็นโรคสโตรกพร้อมลูกน้อยสามคน เป็นหญิง 2 รายและชาย 1 ราย หอบหิ้วข้าวของเดินทางมาขอพบกับทางด้าน นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี เพื่อขอความช่วยเหลือหลังประสบปัญหาป่วยอย่างหนักและไม่มีงานทำจนเป็นประเด็นดราม่าในโซเชียลอยู่ในขณะนี้นั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้(2 พฤศจิกายน 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ พิพิธภัณฑ์อนุรักษ์พุทธศิลป์มรดกไทย มรดกธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ตั้งอยู่ ซอยเทศบาล1 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี พร้อมด้วย นายกิตติเดช ลานทอง นายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา นางสาวจรูญศรี มั่นคง นักพัฒนาชุมชนชำนาญการพิเศษ กองสวัสดิการสังคม และ นายสุธวัช เพ็งพินิจ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม ร่วมประชุมหาแนวทางการช่วยเหลือลูกทั้ง 3 คนของนางสาวบี(นามสมมติ)ที่ป่วยด้วยอาการสโตรกจนอัมพฤกษ์ครึ่งซีกที่ไม่มีสถานที่เรียน โดยในเบื้องต้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเทศบาลตำบลลำลูกได้มีการประสานให้ลูกสาวคนโตอายุ 13 ปี ลูกชายอายุ 7 ปีและลูกสาวคนเล็กอายุ 4 ปีได้ไปเรียนที่

โดยนางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี กล่าวว่าสภาพจิตใจของเด็กทั้ง 3 คนที่ได้รับความช่วยเหลือว่า ในช่วงแรกเด็กยังมีความวิตกกังวล แต่หลังจากได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอาหารการกินและกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง ทำให้เด็กเริ่มร่าเริงแจ่มใสและมีสภาพร่างกายที่ดีขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากพบว่าเด็กต้องเผชิญกับความอดอยาก บางครั้งไม่มีอาหารรับประทาน ต้องออกไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ซึ่งแม้ในช่วงแรกเพื่อนบ้านจะพอช่วยเหลือได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละครอบครัวต่างมีภาระและต้องดูแลตนเอง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ภายหลังจากเรื่องราวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูก 3 คนได้ถูกเผยแพร่เป็นข่าว ก็มีหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงหน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในจังหวัดปทุมธานีและสมุทรปราการ ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เด็กทั้ง 3 คนมีกำลังใจมากขึ้น

ทั้งนี้ตนเองคิดว่าการทำงานของหน่วยงานภาครัฐนั้นล่าช้ามาก โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารและผู้นำในระดับพื้นที่เร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งการช่วยเหลือควรคำนึงถึงความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชนควบคู่กับขั้นตอนการดำเนินงาน ไม่ควรปล่อยให้ผู้ประสบปัญหาต้องรอความช่วยเหลือเป็นเวลานาน จะเห็นได้จากกรณีที่เข้าให้ความช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าว พบว่าเด็กมีภาวะขาดสารอาหาร ร่างกายซูบผอม และมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง จึงเห็นว่าการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจำเป็นต้องอาศัยความเมตตาและความรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อผู้ประสบปัญหาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และมีเด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ตนเองอยากให้หน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ทั้งในจังหวัดปทุมธานี สมุทรปราการ และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือประชาชนให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้เดือดร้อน ในส่วนของการช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวเป็นการดำเนินการในนามเอกชน โดยตนเองได้ใช้เงินส่วนตัวเข้าช่วยเหลือด้วยความเมตตาและความสงสาร ซึ่งในสังคมไทยยังมีองค์กรเอกชนและมูลนิธิอีกหลายแห่งที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ยากไร้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้แบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานภาครัฐควรเร่งเข้าถึงประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างจริงจัง

ด้านนายกิตติเดช ลานทอง นายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา กล่าวว่าแนวทางการช่วยเหลือเด็ก 3 คน พร้อมมารดา รวม 4 ชีวิต ซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด ขณะนี้ตนเองได้ประสานโรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม เพื่อให้เด็กทั้ง 3 คนได้เข้าศึกษาต่อ โดยแบ่งตามระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผอ.ฟ้า ได้รับแม่และลูกทั้ง 3 คนไว้ในการอุปการะ ขณะที่เทศบาลตำบลลำลูกกาจะเข้ามาประสานงานกับโรงเรียนเพื่อดูแลด้านการศึกษา พร้อมมอบหมายให้กองสวัสดิการสังคมตรวจสอบข้อมูลของเด็กและครอบครัว ทั้งภูมิลำเนา สถานศึกษา และบุคคลที่เด็กพักอาศัยอยู่ด้วย รวมถึงจัดทำบันทึกข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ซึ่งเทศบาลในฐานะหน่วยงานท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ โดยจะเร่งตรวจสอบข้อมูลและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวดังกล่าวตามความเหมาะสม

ส่วนทางด้านนายสุธวัช เพ็งพินิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้รับการประสานจาก ผอ.ฟ้า เพื่อรับเด็กทั้ง 3 คนเข้าเรียนต่อ โดยประกอบด้วยเด็กระดับชั้นอนุบาล ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งทางโรงเรียนยินดีรับเด็กเข้าศึกษาต่อ เพื่อให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สำหรับความคืบหน้าด้านการศึกษา ของเด็กทั้ง 3 คนได้ผ่านการจัดการเรียนการสอนและสอบในภาคเรียนที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการย้ายสถานศึกษา จึงไม่มีปัญหาหรือผลกระทบต่อการเรียนแต่อย่างใด ส่วนแนวทางการดูแลหลังเข้าเรียน โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนตามปกติเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่น ๆ โดยให้เด็กได้ปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนในโรงเรียน พร้อมให้ครูดูแลตามปกติ เพื่อให้เด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสม ทางโรงเรียนพร้อมสนับสนุนให้เด็กทั้ง 3 คนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมีโอกาสพัฒนาตนเองเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป
ภาพข่าว กำพล วงศ์สุทธา รายงาน