นยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันด้วยงบโฆษณา ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่มีเงินหนาที่สุด แต่คือคนที่ “สร้างบทสนทนา” กับผู้บริโภคได้เนียนที่สุด
“มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คนไทยรู้จักกันดี เลือกที่จะฉีกกรอบ Influencer Marketing แบบเดิมๆ ด้วยการจับมือกับช่อง YouTube ชื่อดังอย่าง “เทพลีลา” เพื่อปั้น Creator หน้าใหม่ แทนการทุ่มเงินจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปมารีวิวสินค้า


โจทย์สุดท้าทาย: ทำคอนเทนต์อย่างไรให้คนไม่รู้สึกว่า “ถูกขาย”
จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ไม่ได้มาจากคำถามว่า จะจ้างใครมารีวิว? แต่คือ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักสินค้า โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียด?
คุณเพชร พะเนียงเวทย์ ผู้บริหารจาก สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองว่า แม้ “มาม่า” จะเป็นสินค้าที่ทุกคนเข้าถึงง่าย แต่การรักษาความสดใหม่ในการสื่อสารคือโจทย์สำคัญ
ยุคนี้หมดยุคของการใช้ข้อความเดียวสื่อสารกับคนทั้งประเทศ (Mass Communication) แบรนด์จำเป็นต้องใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นสะพานเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์ที่มีความสนใจต่างกัน
ปั้น “ลูกเทพ” จากศูนย์ สู่ Creator มืออาชีพ
โปรเจกต์ “มาม่า x เทพลีลา” เลือกเดินในเส้นทางที่ยากกว่า คือการสร้างคนขึ้นมาใหม่ โดยมี “เติ๊ด-เหว่ง” จากช่องเทพลีลา เป็นผู้คุมบังเหียน
มาม่าเข้ามามีส่วนร่วมคลุกคลีตั้งแต่ Day 1 ร่วมออกแบบคอนเซ็ปต์ คัดเลือกผู้สมัครกว่า 30 คน จนเหลือ “ลูกเทพ” 9 คนสุดท้าย ที่จะได้เรียนรู้ทักษะการทำคอนเทนต์อย่างจริงจังตลอด 12 EP.
บททดสอบแรก: 9 รสชาติ 9 สไตล์
ใน Mission แรก ผู้เข้าแข่งขันต้องนำเสนอ “มาม่า 9 รสชาติ” ผ่านมุมมองของตัวเอง ความท้าทายคือ:
- ต้องคิดคอนเซ็ปต์ให้ลิงก์กับสินค้า
- เล่าเรื่องให้สนุก น่าติดตาม
- ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ การบริหารเวลา และความเป็นมืออาชีพ

บทสรุป: การขยับตัวจาก “ผู้ว่าจ้าง” สู่ “ผู้สร้าง”
ในมุมการตลาด โปรเจกต์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตของแบรนด์
สิ่งที่ “มาม่า” กำลังลงทุน ไม่ใช่แค่แคมเปญกระแสรายวันที่มาแล้วก็ไป แต่คือการลงทุนใน “คน” เพื่อสร้าง Creator รุ่นใหม่ที่จะเติบโตและมีความผูกพันกับแบรนด์ ซึ่งท้ายที่สุด จะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีเลือกที่จะติดตามและรับฟังด้วยตัวเองนยุคที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันด้วยงบโฆษณา ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่มีเงินหนาที่สุด แต่คือคนที่ “สร้างบทสนทนา” กับผู้บริโภคได้เนียนที่สุด
“มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คนไทยรู้จักกันดี เลือกที่จะฉีกกรอบ Influencer Marketing แบบเดิมๆ ด้วยการจับมือกับช่อง YouTube ชื่อดังอย่าง “เทพลีลา” เพื่อปั้น Creator หน้าใหม่ แทนการทุ่มเงินจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปมารีวิวสินค้า



โจทย์สุดท้าทาย: ทำคอนเทนต์อย่างไรให้คนไม่รู้สึกว่า “ถูกขาย”
จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ไม่ได้มาจากคำถามว่า จะจ้างใครมารีวิว? แต่คือ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักสินค้า โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียด?
คุณเพชร พะเนียงเวทย์ ผู้บริหารจาก สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองว่า แม้ “มาม่า” จะเป็นสินค้าที่ทุกคนเข้าถึงง่าย แต่การรักษาความสดใหม่ในการสื่อสารคือโจทย์สำคัญ
ยุคนี้หมดยุคของการใช้ข้อความเดียวสื่อสารกับคนทั้งประเทศ (Mass Communication) แบรนด์จำเป็นต้องใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นสะพานเชื่อมโยงไปยังผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์ที่มีความสนใจต่างกัน
ปั้น “ลูกเทพ” จากศูนย์ สู่ Creator มืออาชีพ
โปรเจกต์ “มาม่า x เทพลีลา” เลือกเดินในเส้นทางที่ยากกว่า คือการสร้างคนขึ้นมาใหม่ โดยมี “เติ๊ด-เหว่ง” จากช่องเทพลีลา เป็นผู้คุมบังเหียน
มาม่าเข้ามามีส่วนร่วมคลุกคลีตั้งแต่ Day 1 ร่วมออกแบบคอนเซ็ปต์ คัดเลือกผู้สมัครกว่า 30 คน จนเหลือ “ลูกเทพ” 9 คนสุดท้าย ที่จะได้เรียนรู้ทักษะการทำคอนเทนต์อย่างจริงจังตลอด 12 EP.
บททดสอบแรก: 9 รสชาติ 9 สไตล์
ใน Mission แรก ผู้เข้าแข่งขันต้องนำเสนอ “มาม่า 9 รสชาติ” ผ่านมุมมองของตัวเอง ความท้าทายคือ:
- ต้องคิดคอนเซ็ปต์ให้ลิงก์กับสินค้า
- เล่าเรื่องให้สนุก น่าติดตาม
- ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ การบริหารเวลา และความเป็นมืออาชีพ

บทสรุป: การขยับตัวจาก “ผู้ว่าจ้าง” สู่ “ผู้สร้าง”
ในมุมการตลาด โปรเจกต์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตของแบรนด์
สิ่งที่ “มาม่า” กำลังลงทุน ไม่ใช่แค่แคมเปญกระแสรายวันที่มาแล้วก็ไป แต่คือการลงทุนใน “คน” เพื่อสร้าง Creator รุ่นใหม่ที่จะเติบโตและมีความผูกพันกับแบรนด์ ซึ่งท้ายที่สุด จะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีเลือกที่จะติดตามและรับฟังด้วยตัวเอง




