จากกรณี เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 13 มิถุนายน 2569 น.ส.พรทิพา สุพัฒนุกูล ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และประธานมูลนิธิผู้ให้ย่อมใจเป็นสุข พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผู้กำกับการ สภ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับเพจชื่อ “เหยื่อ” โดยนำหลักฐานที่เกี่ยวข้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาหมิ่นประมาท และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 น.ส.พรทิพา สุพัฒนุกูล ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และประธานมูลนิธิผู้ให้ย่อมใจเป็นสุข ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผู้กำกับการ สภ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี อีกครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่ได้แจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน โดยระบุว่าเพจดังกล่าวยังคงมีการเผยแพร่ข้อความและเนื้อหาที่พาดพิงถึงตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

น.ส.พรทิพา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพจดังกล่าวมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตนอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ตนเห็นว่าเป็นการสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม และส่งผลกระทบต่อบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนผู้ร่วมงานจำนวนมาก จึงตัดสินใจดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง นอกจากนี้ น.ส.พรทิพา ยังประกาศมอบเงินรางวัลนำจับจำนวน 500,000 บาท (ภายในวันที่ 19-06-69) สำหรับผู้ที่สามารถให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนนำไปสู่การทราบตัวบุคคลผู้ที่อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการเพจดังกล่า เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อีกทั้งตนมาติดตามความคืบหน้าของ 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรกเป็นกรณีแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีในคดีที่เกี่ยวข้องกับ “เซียน” ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมเรียกคุณยายผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงทนายความซึ่งเป็นผู้พบเห็นคลิปเหตุการณ์เป็นคนแรกเข้าให้ปากคำ โดยทนายคนดังกล่าวไม่ใช่ทนายผู้รับผิดชอบคดีของตน แต่เป็นผู้ติดตามแฟนเพจมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกคู่กรณีภายในสัปดาห์นี้ หากไม่เข้าพบตามหมายเรียกครั้งแรก จะดำเนินการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน อาจพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

สำหรับประเด็นที่สอง เป็นกรณีบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ก๊วยเจ๋ง” ซึ่งเป็นนามแฝง โดยไม่สามารถเปิดเผยชื่อและนามสกุลจริงต่อสื่อมวลชนได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบข้อมูลตัวบุคคลดังกล่าวแล้ว โดยก่อนหน้านี้กองบังคับการปราบปรามได้ส่งเรื่องมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน ก่อนพิจารณาออกหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนประเด็นที่สามได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขอสงวนรายละเอียดและไม่เปิดเผยตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในขณะนี้ โดยกรณีของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมสร้างกระแสหรือเข้ามาเกี่ยวข้องจนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตน ซึ่งหากมีการแจ้งความโดยให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จ ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย

ทั้งนี้ในวันศุกร์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำลูกกา เตรียมนำเอกสารไปยื่นต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อประสานตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบตัวตนของผู้ดูแลเพจที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเพจอวตาร โดยกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวสามารถดำเนินการได้เมื่อมีคู่กรณีเข้าร้องทุกข์ตามขั้นตอนกฎหมายและยังมีแนวทางการดำเนินการอื่นเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องน่าจะทราบแล้วว่ากำลังถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำของเพจอวตารบางเพจได้สร้างความเสียหายและทำให้ตนเอง รวมถึงคณะทำงาน และสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก โดยมองว่าสื่อมวลชนทำหน้าที่ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว แต่การดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเพจดังกล่าวจำเป็นต้องสามารถระบุตัวตนผู้กระทำได้เสียก่อนและตนพร้อมเป็นผู้นำในการติดตามและเปิดเผยตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเพจเหล่านี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง หากปล่อยไว้ก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นได้อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าเพจลักษณะดังกล่าวมักเป็นเพจอวตารที่ไม่เปิดเผยตัวตน และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีหรือดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม โดยเมื่อพิจารณาเนื้อหาภายในเพจจะพบว่ามักมุ่งโจมตีบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้ดูแลเพจเป็นหลัก

สำหรับกรณีของตนเองนั้นอาจมีจุดเริ่มต้นจากการออกมาให้ความรู้และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการพระเครื่อง โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาพระสมเด็จแท้ ซึ่งเคยนำไปสู่ข้อพิพาทและความเห็นที่แตกต่างกันในวงการพระ ที่ผ่านมาเคยถูกข่มขู่ในหลายรูปแบบ ทั้งการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย การพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม รวมถึงการขู่ว่าจะนำรถตู้มาอุ้ม ตามคลิปเสียงและหลักฐานที่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้และตนยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและไม่กลัวเรื่องนี้จะหาความยุติธรรมให้กับตัวเอง รวมถึงเพื่อน ๆ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากบุคคลเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นกับสังคมอีก

ทั้งนี้ตนขอย้ำแก่ใครที่สามารถแจ้งเบาะแสของ ‘เพจเหยื่อ’ ได้ก่อนวันศุกร์นี้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไปหาไซเบอร์ ตำรวจไซเบอร์ที่กองปราบ ถ้าใครสามารถแจ้งเบาะแส พิสูจน์ใจ ตนเองได้เลย แจ้งเบาะแสหรือบอกตัวตนของเพจเหยื่อได้ก่อนวันศุกร์ ที่ก่อนที่จะไปกองปราบ ก่อนที่จะให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไซเบอร์รับไปเลย 500,000 บาทรับจากเดิมที่ประกาศให้ 200,000 บาทและรับเป็นเงินสดๆไปเลย เพื่อขยะเหล่านี้ถูกกวาดล้างทำความสะอาดเพจเหยื่อถือว่าเป็นเพจนรกที่เรียกว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม

ทางด้าน พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่ “ผอ.ฟ้า” เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเซียนพระและเพจหนึ่ง ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแยกเป็น 2 คดี โดยคดีแรก เป็นกรณีที่ ผอ.ฟ้า เข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้กล่าวหาเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งหากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยขณะนี้คดียังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนคดีที่สอง เป็นกรณีที่ ผอ.ฟ้า เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพจแห่งหนึ่งภายหลังจากคดีแรกประมาณ 2-3 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน เนื่องจากยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจ ผู้โพสต์ข้อความ หรือเจ้าของเพจดังกล่าว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ความคืบหน้าของทั้งสองคดียังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม โดยยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือออกหมายเรียกบุคคลใดในขณะนี้
ภาพ-ข่าว ทีมข่าวเฉพาะกิจ จ.ปทุมธานี