Statistiche web
ซาโนฟี่ ผนึก กทม.-กรมการแพทย์ รุกสร้างภูมิคุ้มกัน ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’ ปกป้องกลุ่มเปราะบาง รับมือหน้าฝน

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ.ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

Bangkok Healthy City (3) Bangkok Healthy City (4) Bangkok Healthy City (5) Bangkok Healthy City (6) Bangkok Healthy City (7) Bangkok Healthy City (8) Bangkok Healthy City (9) Bangkok Healthy City (10) Bangkok Healthy City (11) Bangkok Healthy City (12) Bangkok Healthy City (13) Bangkok Healthy City (14) Bangkok Healthy City (15) Bangkok Healthy City (1) Bangkok Healthy City (2)