ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลการบุกจู่โจมจับกุมคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนปลอมบุกเข้าชิงสร้อยคอทองคำน้ำหนักรวมกว่า 46 บาทมูลค่า 3.68 ล้านบาท ขณะกำลังนอนดูโทรทัศน์ติดตามข่าวของตัวเอง โดยการดังกล่าวใช้เวลาในการติดตามตัวคนร้ายเพียงแค่สามวัน เจ้าตัวสารภาพติดหนี้พนันออนไลน์จึงตัดสินใจวัดดวงก่อเหตุว่าจะรอดผลการจับกุมหรือไม่แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด พลตำรวจโทพิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วยพลตำรวจตรีอุทัย กวินเดชาธร พลตำรวจตรีชมชวิณ ปุระธนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พลตำรวจตรีกานต์ ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนภูธรภาค 7 พร้อมด้วยชุดสืบสวนและคลี่คลายคดีเหตุคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนปลอม ชิงทรัพย์เป็นทองรูปพรรณ น้ำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 46 เส้น มูลมูลค่ากว่า 3.68 ล้านบาท แล้ว ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ออกไปจากห้างบิ๊กซีนครปฐมเหตุเกิดเมื่อเวลา 19.27 น. ของวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดยการจับกุมดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว นายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปีเศษ อาศัยอยู่บ้านเลขที่แห่งหนึ่ง ในตำบลสามหลัก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ. 278 / 2569 โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดขวางสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งนั้นเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดใด โดยปลอมตัวหรือปลอมเป็นบุคคลอื่นมอมหน้า หรือทำด้วยประการอื่น เพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้โดยใช้ยานพาหนะสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาซับนั้นไปเพื่อให้พ้นการจับกุม พร้อมด้วยของกลาง

พลตำรวจโทพิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เผยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคนไร้ชายที่จับกุมตัวมาได้ได้มีการก่อเหตุชิงทรัพย์ในร้านทอง บริษัทออโรร่า ดีไซน์ (มหาชน) สาขาบิ๊กซีนครปฐม โดยได้สวมหมวกกันน็อกแบบปิดไปหน้าและแต่งกายเพื่ออำพรางตัวก่อนเข้าไปในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีนครปฐม จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่พนักงานร้านทอง แล้วปีนเข้าไปทุบกระจกแสดงสินค้าก่อนจะนำสร้อยคอทองคำ น้ำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 23 เส้น รวมน้ำหนัก 46 บาทแล้วหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุ ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าคนร้ายได้ใช้รถจักรยานยนต์ ในการหลบหนีออกจากบริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีนครปฐม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมทั้งทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจนสามารถทราบตัวผู้ก่อ นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) จึงได้ขอคำร้องต่อศาลจังหวัดนครปฐมเพื่อขออนุมัติออกหมายจับ ซึ่งต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปอยู่บ้านพักหลังหนึ่งในตำบลสามหลัก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครจึงได้นำกำลังไปตรวจสอบ โดยพบผู้ต้องหาอาศัยอยู่ในบ้านพักหลังที่ต้องสงสัยจึงได้เข้าทำการตรวจค้นและตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน และดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ผู้กล่าวรายงานว่านายสมชาย คนร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนเส้นพระประโทนบ้านแพ้วจนกระทั่งมาถึงถนนเพชรเกษมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้างบิ๊กซีนครปฐม จึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ข้ามฝั่งมาแล้วขี่ย้อนศรมาจากทางห้างโฮมโปรจะนำรถจักรยานยนต์ขี่เข้าไปทางออกเมื่อดูเราแน่ชัดจึงได้ก่อ จากนั้นได้มีการเปลี่ยนชุดให้มีการอำพรางตัวในการหลบการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปทำการตรวจสอบพบว่าคนร้ายได้นอนดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้านซึ่งเป็นการติดตามข่าวจากสื่อทีวีและสื่อโซเชียลต่างๆ ว่ามีการติดตามจนมาใกล้ถึงตัวหรือยังซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปชาร์จ เจ้าตัวยังไม่ทราบว่าขณะที่กำลังดูข่าวเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถึงตัวแล้ว

โดยมูลเหตุเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าปกติตนเองมีอาชีพเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผ่านแอพพลิเคชั่นแต่ได้มีการติดหนี้การพนันจึงได้มีการตัดสินใจลงมือก่อเหตุเพื่อจะนำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้โดยวัดดวงว่าจะสามารถหลบผลการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมได้มีการซ้อมแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการปล้นและชิงทองในห้างสรรพสินค้าไปแล้วแต่ในเกิดเหตุปรากฏว่าไม่มีพยานแวดล้อมที่จะให้ข้อมูลอย่างชัดเจนจึงต้องมีการไล่กล้องและติดตามดูพฤติกรรมกระทั่งสามารถออกหมายจับและเข้าไปควบคุมตัวได้ดังกล่าวโดยการยิงปืนในห้างแรกเป็นการยิงเพื่อ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำร้านทองส่งมอบทองมาให้ส่วนการยิงครั้งที่สองเป็นการ ยิงเปิดทางเพื่อสะดวกในการหลบหนี และจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมคนร้ายยังไม่เคยก่อเหตุจึงยังไม่มีฐานข้อมูลในการติดตามตัว แต่ก็สามารถขายคดีได้เพียงไม่กี่วันซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนได้ให้ความสนใจเนื่องจากช่วงนี้ราคาทองมีราคาสูงขึ้นจากสภาวะสงคราม
นายปนิทัศน์ -น.ส.ปณิดา – น.ส.เปมิกา มามีสุข จ.นครปฐม