Statistiche web
ศรีสะเกษ ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ หนุนเปิดด่านชายแดนไทย กัมพูชา แต่ต้องคำนึงความปลอดภัย

จากรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา มีมติสำคัญเห็นชอบร่วมกัน 5 ประเด็น ได้แก่ 1ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ภายใน 3 สัปดาห์ ภายใต้การสังเกตการณ์ของ IOT 2.เก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมกัน โดยตั้งคณะประสานงานภายใน 1 สัปดาห์ และเริ่มดำเนินการภายใน 1 เดือน 3ปราบปรามสแกมเมอร์ ไทยส่งข้อมูลพิกัดกว่า 60 แห่งให้กัมพูชา พร้อมนัดประชุม 16 ก.ย. ที่สระแก้ว  4.จัดการพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดย JBC และ RBC ร่วมหารือ พร้อมให้ผู้ว่าฯ ทั้งสองฝ่ายประสานงาน และ 5.ผ่อนปรนการผ่านแดนและการค้าชายแดน เริ่มทดลองที่จุดผ่านแดนถาวร จันทบุรี และตราด เพื่อลดผลกระทบธุรกิจและการขนส่ง นั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ดร.ธนภัทร ส่งเสริม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า การเปิดด่านเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจและประชาชนชายแดนรอคอย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นลำดับแรกคือ มาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากประชาชนยังมีข้อกังวลว่าสถานการณ์หลังเปิดด่านจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ซึ่งหากการค้าชายแดนดำเนินไปด้วยดี ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ รัฐมีรายได้จากภาษีนำเข้า และประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ อ.ภูสิงห์ ซึ่งมี ด่านถาวรช่องสะงำ จะกลับมามีช่องทางสร้างรายได้ ขณะที่สินค้าหลักที่มีการนำเข้าผ่านด่าน ได้แก่ มันสำปะหลัง น้ำส้ม น้ำหวาน มะพร้าว และสินค้าเกษตรอื่น ๆ และถ้าการเปิดด่านเป็นไปเพื่อการค้าขายจริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากการเปิดด่านกลายเป็นช่องทางขยายปัญหาการพนัน อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจุดผ่านแดนแห่งนี้ มีบ่อนคาสิโนตั้งอยู่ติดชายแดนในพื้นที่ของกัมพูชา

ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ชาวกัมพูชาเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยได้ เพราะนอกจากเป็นรายได้แล้ว ยังสะท้อนความสัมพันธ์แบบเพื่อนบ้าน “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ลองคิดกลับกัน หากคนไทยไปค้าขายในกัมพูชาแล้วเจ็บป่วย เช่น เป็นไข้ป่า แต่ไม่ได้รับการรักษา จะรู้สึกอย่างไร ดังนั้น การที่ชาวกัมพูชามารักษาในไทย ซึ่งเขาต้องจ่ายค่ารักษาอยู่แล้ว ถือเป็นการเกื้อกูลกัน และไม่มีใครอยากตายโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าควรปิดด่านถาวร และไม่ควรเปิดโอกาสให้กัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ แต่รัฐบาลจำเป็นต้อง สื่อสารทำความเข้าใจ ว่าการอยู่ร่วมกันอย่างมิตรย่อมส่งผลดีมากกว่า ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นบ้านพี่เมืองน้อง หากเป็นมิตรกันย่อมสามารถช่วยเหลือกัน แต่ถ้าเป็นศัตรู ต่อให้สร้างรั้วหรือกำแพงแข็งแรงเพียงใด ก็ไม่ก่อให้เกิดผลดี อีกทั้งหากกัมพูชาไม่ได้ค้าขายกับไทย เขาก็สามารถไปค้าขายกับประเทศอื่นได้ เพราะโลกทุกวันนี้พัฒนาไปมากแล้ว ซึ่งตนเชื่อไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม เชื่อว่าทุกฝ่ายล้วนอยากให้ประเทศเจริญ เศรษฐกิจดี และประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งเป็นความคิดเดียวกันของทุกรัฐบาล” ดร.ธนภัทร กล่าวทิ้งท้าย

จิรภัทร หมายสุข ศรีสะเกษ