SME ชื่นชมแบงค์ชาติออกมาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่วอนให้มีผลบังคับทันที!

22

ประธานเครือข่ายเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ (Newgen SME) นายธีรวงศ์ สรรค์พิพัฒน์ได้ชื่นชมการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการนำของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 แต่กลับสามารถออกมาตรการที่มีความสำคัญเพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำ ให้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจกับเอสเอ็มอี และลูกหนี้ได้ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน เป็นประศาสตร์หน้าใหม่ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ออกมาตรการกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ประกาศเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564

SME ชื่นชมแบงค์ชาติออกมาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่วอนให้มีผลบังคับทันที! อาสาไทยยืนยัน Thai Reference

 อย่างไรก็ตามในช่วงที่มาตรการดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นภาวะสุญญากาศ นายธีรวงศ์  สรรค์พิพัฒน์ได้เสนอแนวคิดให้แบงค์ชาติมีนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความยุติธรรมในภาคธุรกิจดังนี้

1. ให้ธนาคารผู้ให้กู้ลดเบี้ยปรับผิดนัดชำระ ในทุกวงเงินกู้ ทั้งซื้อบ้าน รถ บัตรเครดิต และวงเงินเพื่อใช้ในธุรกิจทุกประเภท โดยกำหนดให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันเริ่มสัญญากู้ เช่น วงเงินกู้ซื้อบ้าน ผู้กู้เคยเสียดอกเบี้ย ค่าปรับจากการผิดนัดชำระคำนวนจากวงเงินกู้ ซึ่งไม่เป็นธรรมและขาดจริยธรรม ธนาคารผู้ปล่อยกู้ควรลดค่าเบี้ยปรับให้คิดจากจำนวนงวดที่ผิดนัดจริงเท่านั้น

2. ค่างวดค้างชำระ และดอกเบี้ยผิดนัดชำระคงค้าง ถ้าดอกเบี้ยนั้นเกิดก่อนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีผลใช้บังคัง ให้ธปท.เจรจากับแบงค์พาณิชย์ และสถาบันการเงินให้ลดดอกเบี้ย ค่าปรับลงมาคิดตามงวดที่ค้างชำระ และในส่วนที่เจ้าหนี้ได้เรียกเก็บไปแล้วให้คืนให้กับลูกหนี้โดยหักเป็นเงินต้นให้กับลูกหนี้

3. พิจารณาเพดานดอกเบี้ยของบัตรเครดิต กดเงินสด สินเชื่อบุคคล จำนำทะเบียน ไม่ให้สูงเกิน15เปอร์เซ็นต์ต่อปี ภายใต้สมมติฐานที่ธุรกิจสามารถเจริญเติบโตได้ยาก และไม่มั่นคงถ้าต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง18-28 เปอร์เซนต์ ทั้งเอสเอ็มอียังสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันกับรายใหญ่เพราะอัตราดอกเบี้ยที่รายใหญ่ได้รับอยู่ที่ MLR 5.47 เปอรเซ็นต์ ต่อปีเท่านั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีที่กู้มาในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18-28 เปอร์เซ็นต์จึงไม่สามารถแข่งขัน และเจริญเติบโตได้ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แสดงได้จากการควบรวมธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งสะดวกซื้อ สรรพสินค้า ซึ่งมีเจ้าสัวเจ้าเพียงไม่กี่รายที่เป็นเจ้าของ ปิดโอกาสคู่แข่งให้เกิดขึ้น และกระทบต่อผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งต่างกับใยต่างประเทศที่มีกฏหมายต่อต้านการผูกขาด เช่น กรณีคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ (US Federal Trade Commission – FTC) และรัฐต่างๆ ทั่วอเมริกาได้ยื่นฟ้องเฟสบุ๊คเพื่อป้องกันการผูกขาด

SME ชื่นชมแบงค์ชาติออกมาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่วอนให้มีผลบังคับทันที! อาสาไทยยืนยัน Thai Reference

  เอสเอ็มอีในเศรษฐกิจไทยถูกคุมกำเนิดจากอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมมาอย่างยาวนาน โดยไร้ความเมตตาจากนายทุนที่มุ่งหวังผลประโยชน์เพียงด้านตัวเลข เป็นอย่างเดียว และเมื่อมาตรการยังไม่มีผลบังคับใช้ ธนาคาร และสถาบันการเงินควรมีจิตวิญญาณไม่เอารัดเอาเปรียบด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการใช้ความเมตตา ไม่ฉกฉวยหารายได้ในลาภ หรือเงินมิควรได้ในช่วงภาวะสุญญากาศนี้

SME ชื่นชมแบงค์ชาติออกมาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่วอนให้มีผลบังคับทันที! อาสาไทยยืนยัน Thai Reference

ในภาวะที่เกิดวิกฤตโควิด-19 และธนาคารรัดเข็มขัดไม่ปล่อยกู้ เอสเอ็มอีจะได้สามารถมีโอกาสอยู่รอด มีเงินสะสมจากการที่ไม่ต้องไปจ่ายค่าปรับที่สูงเกินจริงอย่างที่เป็นมา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here