DSIลงพื้นที่ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบการบุกรุก ป่าอ่าวนาง – ป่าหางนาค หลังพบมีการออกเอกสารสิทธิ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6

นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์  อธิบดี ดีเอสไอ พร้อมด้วยนายศุภชัย คำคุ้ม ผอ.ศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 8 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นายสุพจน์ ภู่รัตนโอภา ผอ.สนง.บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ดิน กอ.รมน.ภาค4 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบการบุกรุก ป่าอ่าวนาง – ป่าหางนาค หลังพบมีการออกเอกสารสิทธิ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ หลังอุทยานหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ตรวจยึดไว้ตั้งแต่ปี 2546 เพื่อเร่งเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และยึดที่ดินคืนมาเป็นของรัฐ

นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์  อธิบดี ดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการลงตรวจสอบพื้นที่ พบข้อเท็จจริงพื้นที่มีการบุกรุก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตธารา-หมู่เกาะพี ป่าอ่าวนาง-ป่าหางนาค ครอบคลุมพื้นที่ กว่า 28,000 ไร่ สำหรับพื้นที่ที่มีการบุกรุกออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ รวม 6 แปลง และต่อมาพบว่าได้มีการแบ่งย่อยออกเป็น 38 แปลง ในเนื้อที่ 125 ไร่ ซึ่งทาง ดีเอสไอ ก็จะทำการตรวจสอบร่วมกับกรมอุทยานฯกอ.รมน.ภาค 4 และนอกจากนี้ยังได้ต่อสายถึงอธิบดีกรมที่ดิน ในการตรวจสอบร่วมกัน

โดยหลังจากนี้ ทางกรมที่ดินจะส่งช่างรังวัดจากส่วนกลางเข้ามาดำเนินการตรวจสอบร่วม ในขณะที่ ดีเอสไอ เองก็จะส่งทีมศูนย์แผนที่ลงมาทำการบินสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโครน เก็บภาพถ่ายทางอากาศ และจะมีการอ่านภาพถ่ายโดยผู้เชี่ยลชาญ ซึ่งจะได้คำตอบโดยเร็วว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา มากน้อยแค่ไหน ซึ่งขณะที่บินสำรวจจะไม่ทำเฉพาะ 125 ไร่ แต่จะทำครอบคลุม ทั้ง 2 หมื่นกว่าไร่ และในเบื้องต้นยังทางดีเอสยังไม่รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวน และแน่นอนว่าคดีนี้จะเกี่ยวพันกับผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ หากพบว่า มีการดำเนินการโดยไม่ชอบก็จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

สำหรับผู้ที่ครอบครองอยู่ในปัจจุบันก็จะขึ้นอยู่กับการสอบสวนว่าได้มาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเอกสารออกมาโดยมิชอบ แต่เท่าที่ทราบพื้นที่ที่มีปัญหามีการเปลี่ยนมือกันมาหลายทอด แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะมีการสืบสวนไม่ให้เกิน 6 เดือน และคาดว่าประมาณ 2-3 เดือน น่าจะได้ข้อมูลที่พอจะสรุปคดีได้ หากตรวจสอบพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบก็จะทำเรื่องเสนอให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 และดำเนินการเอาผิดย้อนหลังกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานไหนบ้างที่เกี่ยวข้องส่วนเอกชนที่ถือครองที่ดินในปัจจุบันเชื่อว่าหลายรายอาจจะไม่ได้รู้เห็นกับการออกเอกสารสิทธิ์ แต่เข้ามาซื้อและจับจองที่ดิน เพราะเห็นว่าเจ้าของเดิมมีเอกสารสิทธิ์ จึงซื้อมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ

โดยคดีนี้ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้ตรวจยึดดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอ่าวนาง-ป่าหางนาค เนื้อที่ 125 ไร่ เมื่อปี 2546 เบื้องต้นพบว่ามีออกเอกสารสิทธิ์ครอบครองเป็น น.ส.3 ก. มีการขอออกโดยใช้เอกสาร สค.1 และมีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย เพื่อขายต่อให้อีกหลายทอดให้กับนักธุรกิจ ดารานักแสดง รวมถึงนักการเมือง เพื่อสร้างที่พักรีสอร์ต ที่ดินอยู่ในทำเลทอง ติดชายหาด มีการซื้อขายกันไร่ละไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท …

ภาพ-ข่าว ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง จ.กระบี่ รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here