จากกรณีปรากฏข่าวในสื่อโซเชียล เหตุเจ้าหน้าที่เข้าบังคับใช้กฎหมาย ที่ หมู่ที่ 13 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาสเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา และต่อมามีการนำประเด็นดังกล่าวมาสื่อสารโจมตีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ จนเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง

พ.อ.เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้ตรวจสอบแล้วเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายและควบคุมพื้นที่ให้ปลอดเหตุ ประชาชนมีความปลอดภัยรวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจและช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆด้วยการ บูรณาการกำลังทุกภาคส่วนเข้าดำเนินการในทุกหมู่บ้าน ทุกหลังคาเรือน ซึ่งรวมถึงบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากเป็นบ้านของ”นายมูฮัมหมัดฟิต “ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการและเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับป.วิอาญาของศาลจังหวัดนราธิวาสจากกรณียิงนายไพศาล และ นางสุมล จุ่งสกุล 2 สามี-ภรรยา เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เมื่อ15 มิถุนายน 2562 นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในการก่อเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอีกหลายคดี

  โดยในห้วงที่ผ่านมาหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้จัดชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนเข้าไปพบปะพัฒนาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับครอบครัวและเครือญาติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ออกมามอบตัวหรือรายงานตัวเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่มีความคุ้นเคยสนิทสนมและได้รับความร่วมมือจากครอบครัวและเครือญาติของ นายมูฮัมหมัดฟิตรี เป็นอย่างดี

โดยในวันเกิดเหตุ หน่วยได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่า นายมูฮัมหมัด เข้ามาเคลื่อนไหวเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ จึงได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยรวมทั้งที่บ้านหลังดังกล่าวและได้เชิญผู้ใหญ่บ้านมาร่วมเป็นพยาน แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือและปกปิดข้อมูลบุคคลที่อยู่ภายในบ้านจนเป็นที่น่าสงสัย อีกทั้งได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าทำการตรวจสอบภายในบ้านจาก”นางสาวซัลวานีย์ ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ต้องหาคนดังกล่าว พร้อมกับได้ส่งเสียงร้องโวยวายด่าทอเจ้าหน้าที่ดังที่ปรากฏในคลิปดังที่ทราบแล้ว

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ขอเรียนให้ทราบว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวัง ละมุนละม่อมภายใต้การรับรู้ของผู้นำท้องที่ โดยภายหลังศาลจังหวัดนราธิวาสได้ออกหมายจับเมื่อปี2562 หน่วยได้เข้าติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับการเข้าพัฒนาสัมพันธ์ให้ออกมามอบตัวอยู่เป็นระยะๆ “มิใช่การปิดล้อมตรวจค้นคุกคามบุคคลในบ้านติดต่อกัน 3 วันและไม่เคยใช้อาวุธสงครามอย่างไม่เหมาะสมโดยการเล็งใส่คนชรา สตรีและเด็ก ดังที่หลายฝ่ายพยายามนำมากล่าวอ้างบิดเบือนแต่อย่างใด”จึงใคร่ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากอคติเพราะอาจตกเป็นเครื่องมือผู้ไม่หวังดีหรือเป็นแนวร่วมมุมกลับและอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายหากพบว่าเป็นความตั้งใจนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือปกปิดข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดและซ้ำเติมสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความยุงยากมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้กอ.รมน.ภาค4สน.ยังพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้เข้ามอบตัวหรือรายงานตัวแสดงตนตามโครงการพาคนกลับบ้านเพื่อต่อสู้คดีและพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมทางกฏหมายต่อไป

ภาพ-ข่าว อะหมัด รามันห์สิริวงศ์/ยะลา