๑๑ เรื่องใหญ่ที่ไทยควรทำ - อาสาไทยยืนยัน เว็บสารคดีข่าวเชิงลึกและไลฟ์สไตล์
ตกผลึก กับ นพ.ประเวศ วะสี

๑๑ เรื่องใหญ่ที่ไทยควรทำ

ความจริงประเทศไทยมีทรัพยากรมาก มากเกินพอที่จะสร้างสังคมสันติสุข แต่ที่เป็นสังคมอุดมทุกข์และติดอยู่ในสภาวะวิกฤตเรื้อรังไม่สามารถปลดปล่อยตนเองออกจากวงจรอุบาทว์ได้ เพราะ “คิดเล็ก” ไม่มีสมรรถนะในการ “คิดใหญ่”


“คิดเล็ก” คือการคิดแบบแยกส่วน ตัดขาด เช่น คิดเพื่อตัวเอง เพื่อพรรคหรือพวกของตัว คิดเฉพาะกรม กอง หรือกระทรวงของตัว อาชีพหรือองค์กรของตัวแยกส่วนจากสังคม เช่นการศึกษา หรือธุรกิจแบบแยกส่วนจากความเป็นส่วนรวม คือชาติบ้านเมืองรวมเรียกว่า “ขาดสำนึกแห่งองค์รวม”

เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของเซลล์ที่ขาดสำนึกแห่งองค์รวม มันเติบโตแบบแยกส่วนจากความเป็นองค์รวมของระบบร่างกายทั้งหมด ทำให้ร่างกายเสียสมดุล คนเป็นมะเร็งจึงเจ็บป่วยอย่างยิ่งและไม่ยั่งยืน

ประเทศที่องค์ประกอบต่างๆ ขาดสำนึกแห่งองค์รวมก็ย่อมเจ็บป่วยเหมือนคนเป็นมะเร็ง จำเป็นที่คนไทยและองค์กรต่างๆ ต้องถามตัวเองว่าเราขาดสำนึกแห่งองค์รวมเหมือนเซลล์มะเร็งหรือเปล่า

การคิดแบบแยกส่วนตัดขาดเกิดจากการคิดเชิงอำนาจ อำนาจทำให้ตัดขาดและแยกส่วน การชำแหละอะไรออกเป็นส่วนๆ ทำเหมือนชำแหละโคหรือสุกร ทำให้สิ้นชีวิต ความมีชีวิตเกิดจากการเชื่อมโยงหรือบูรณาการเป็นองค์รวม

“คิดใหญ่” คือคิดเชื่อมโยงหรือบูรณาการเป็นองค์รวม บูรณาการเป็นองค์รวมเกิดจากปัญญาที่เข้าถึงความจริงของความเป็นทั้งหมด ในขณะที่อำนาจทำให้ตัดขาด แยกส่วน แบ่งเป็นขั้วเป็นข้าง ปะทะและทอนกำลังกัน ปัญญานำไปสู่ความคิดแบบบูรณาการไปสู่ความเป็นองค์รวม หรือทั้งหมด

ความเป็นองค์รวมจึงมีพลังมหาศาลที่จะออกจากสภาวะวิกฤตแห่งการแยกส่วนหรือการเป็นมะเร็ง

อนาคตของประเทศไทยใน ๒ ปีข้างหน้า จึงอยู่ที่ว่าคนไทยจะยังคิดและทำแบบแยกส่วนเหมือนเดิม หรือสามารถคิดและทำอย่างบูรณาการ

๑๑ เรื่องใหญ่ มีดังต่อไปนี้

๑. การคิดและทำอย่างบูรณาการ ดังกล่าวข้างต้น

๒. ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีโครงสร้างอำนาจจากบนลงล่างและรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง อันเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ๆ เกือบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น ความไม่มีสมรรถนะของประเทศ ความรุนแรงที่ชายแดนใต้ การทำปฏิวัติรัฐประหารได้ง่าย ถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะแก้ปัญหาประเทศไทยไม่ได้ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรในพื้นที่ เช่น โรงเรียน และโรงพยาบาล และสนับสนุนให้จัดการกันเองแบบมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
พร้อมๆ กับปฏิรูประบบราชการส่วนกลางจากองค์กรอำนาจให้เป็นองค์กรทางปัญญา ที่สามารถทำงานเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ได้ สมรรถนะทางปัญญาของระบบรัฐเป็นความเป็นความตายของประเทศ

๓. สร้างระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันให้เป็นฐานของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทีมเศรษฐกิจควรตระหนักรู้ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำหลายมิติในสังคมไทย และความพลิกผันโดยรวดเร็วและพยากรณ์ไม่ได้ของระบบเศรษฐกิจโลก ลำพังความช่วยเหลือและการพัฒนาอย่างรัฐบาลที่แล้วทำไม่ทำให้คนจนและรายย่อยดีขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นวิกฤตรายย่อยอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะจัดให้มีระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันเป็นฐานที่เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจชุมชนฐานการเกษตรพลังบวก” (Farm-Based Community Economy Plus) นั่นคือ จัดที่ดินให้ชุมชนพอเพียงที่ทุกคนจะมีหลักประกันว่ามีบ้านอยู่มีอาหารกินมีครอบครัวอบอุ่นชุมชนเข้มแข็งพลังบวกหมายถึง บวกการทำอย่างอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ การที่คนไทยทุกคนมีหลักประกันอย่างบูรณาการ “ที่อยู่ – อาหาร -ครอบครัวอบอุ่น – ชุมชนเข้มแข็ง” จะเป็นฐานแห่งความแข็งแรงให้พัฒนาอย่างอื่นต่อไปยังก้าวข้ามข้อจำกัด รัฐบาลใหม่และคนไทยควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดีๆ

๔. สนับสนุนการสร้างสถาบันการเงินของคนจนโดยทั่วถึง ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจมีเครื่องมือเชิงสถาบันมากมาย แต่ภาพที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนกลับไม่มีเครื่องมือเชิงสถาบันเลย สภาพกลับตาลปัตรเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยไปไม่ได้ เครื่องมือเชิงสถาบันที่สำคัญที่สุดคือสถาบันการเงินของชุมชนหรือของคนจน โดยการสนับสนุนให้ชุมชนและผู้ใช้แรงงานรวมตัวกันจัดการการเงินของตัวเอง มีตัวอย่างของความสำเร็จแล้วในรูปต่างๆ รูปแบบหนึ่งคือสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบลที่ชุมชนจัดการเอง มีเงินหมุนเวียนกว่า ๑๐๐ ล้านบาทต่อตำบล เป็นเครื่องมือในการออม ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมการฝึกอบรม สวัสดิการ และการทำความดี เพราะเกิดนวัตกรรมที่ว่าการทำความดีเป็นเครดิตให้กู้เงินจากสถาบันการเงินของชุมชนได้ สถาบันการเงินของชุมชนหรือของคนจนจึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการ รัฐบาลควรมีนโยบายให้ ธกส. ธนาคารออมสิน สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชน สามารถสนับสนุนชุมชนและผู้ใช้แรงงานให้สร้างสถาบันการเงินของคนจนได้อย่างทั่วถึงภายใน ๒ ปี ข้อนี้เป็นปัจจัยแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

๕. จัดการเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืนเป็นสาเหตุใหญ่ของการที่แก้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ทรัพยากรมีหลายประเภททั้งทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรทางสังคม และทรัพยากรทางบริการภาครัฐ ควรมีการสำรวจสภาพของทรัพยากรทุกประเภทและการจัดการการใช้และขับเคลื่อนให้มีการปฏิรูปการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ข้อนี้เป็นปัจจัยของการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรม

ทำความเข้าใจและขับเคลื่อนระบบสุขภาพบูรณาการในฐานะเครื่องมือไปสู่การพัฒนาทั้งหมด คำว่า Health and Well-being หรือสุขภาพและสุขภาพวะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ดังที่เมื่อมีการก่อตั้งมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เมื่อหนึ่งศตวรรษมาแล้ว เขาตั้งปณิธานของมูลนิธิว่าเพื่อ “Health and Well-being of Mankind Around the World” เพื่อสุขภาพและสุขภาวะของมนุษยชาติทั่วโลก การคิดถึงภาพรวมที่ใหญ่ทำให้มีพลังที่ไปพ้นการคิดเล็กแบบแยกส่วน แบบเอาองค์กรหรือวิชาชีพของตนเป็นตัวตั้ง
สุขภาพนั้นหมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่มากและเกี่ยวข้องไปกับทุกเรื่อง จนมีคำพูดว่า Health is The whole หรือสุขภาพคือทั้งหมด ประเทศไทยแม้จะมีความอ่อนแอในหลายเรื่อง แต่มีจุดแข็งในเรื่องระบบสุขภาพ ลองทำความเข้าใจให้ดีๆ แล้วใช้จุดแข็งนี้ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาอย่างบูรณาการจะเกิดพลังบูรณาการอย่างมหาศาล

๖. ปฎิรูปการพัฒนาคุณภาพคนไทยอย่างใหญ่หลวง และก้าวกระโดด ถ้าพูดถึงปฏิรูปการศึกษาจะทำให้ตกลงไปสู่ที่แคบ เพราะความคับแคบในการคิดและสิ่งที่เรียกว่าระบบการศึกษา อย่างในช่วงรัฐบาล ๕ ปีที่ผ่านมาไม่มีความคิดใหญ่ทางการศึกษาเลย เป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่ง คราวใหม่นี้ไม่ควรตกไปสู่ที่แคบอีก จึงตั้งกรอบความคิดเป็น การพัฒนาคุณภาพคนไทยทั้งมวลตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน โดยสังเคราะห์ความคิดว่าคุณภาพคนไทยที่พึงปรารถนาคืออะไร โดยเปรียบเทียบกับชนชาติอื่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน ยิว เป็นต้น และคุณค่าที่เรารู้ว่าดีและศึกษาวิธีการพัฒนาคุณภาพคนที่ว่าดีๆ จากทั่วโลกทั้งวิธีเก่าและวิธีใหม่ เมื่อมีแนวคิดและวิธีการแล้ว เปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมพัฒนาคนจากทุกภาคส่วนของสังคม กระทรวงศึกษาธิการไม่เป็นเจ้าของระบบการศึกษาอีกต่อไปซึ่งเป็นความคิดเชิงอำนาจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาคีอันหลากหลายที่เชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ
คนไทยทั้งมวลควรร่วมมือกันในการปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพคนไทยอย่างใหญ่หลวงและก้าวกระโดดที่เชื่อมโยงอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนแนวคิดบูรณาการ ภาคธุรกิจควรเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่

ธุรกิจเพื่อการพัฒนา (Business for development) ถ้าธุรกิจทำเพื่อธุรกิจนั่นเป็นกระบวนทัศน์เก่า ขณะนี้ภาคธุรกิจเป็นภาคที่มีกำลังคนที่มีสมรรถนะมากกว่าภาคอื่นๆ โดยเฉพาะสมรรถนะในการจัดการ ซึ่งขาดแคลนมากในภาคอื่นๆ การศึกษาที่เน้นการท่องวิชาโดยไม่เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำให้ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะหายไปจากสังคมไทยโดยสิ้นเชิง ในยุคแห่งความคิดใหญ่หรือความคิดบูรณาการ ภาคธุรกิจควรจะมีบทบาทในการพัฒนาโดยเฉพาะนำความเชี่ยวชาญในการจัดการเข้าสู่การพัฒนา ซึ่งมีความต้องการในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง
การจัดการทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Management makes the impossible possible) การจัดการจึงเป็นอิทธิปัญญา หรือสัมฤทธิศาสตร์ ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งคือการคิดว่าความดีความชั่วเป็นเรื่องกรรมส่วนบุคคล ไม่เข้าใจว่าระบบและโครงสร้างเป็นปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของบุคคลอย่างสำคัญ การขาดความคิดเชิงระบบและการจัดการทำให้ทำอะไรไม่สำเร็จ เพิ่มความขัดแย้งและออกจากสภาวะวิกฤตไม่ได้ ภายใน ๒ ปีนี้ควรสร้างความคิดบูรณา-การในเรื่องธุรกิจเพื่อการพัฒนาให้ได้

๗. บทบาทนำของไทยในภูมิรัฐศาสตร์โลกและสันติภาพ –“ประเทศไทยเหมาะแก่การที่นานาประเทศจะมาคุยกันเรื่องสันติภาพ”- พระราชดำรัสของในหลวง ร.๙
ด้วยวัฒนธรรมยืดหยุ่นประนีประนอม คนไทยมีสมรรถนะในทางการทูตและนั่นเป็นเหตุให้ประเทศไทยเอาตัวรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ มีกรณีต่างๆ มากมายที่แสดงถึงทักษะของคนไทยในด้านนี้ เช่น เมื่อครั้งเสนาบดีต่างประเทศไทยขึ้นเหยียบเรือรบฝรั่งเศสที่เข้ามาจอดคุกคามในแม่น้ำเจ้าพระยา กรณีการเจรจากับกลุ่ม Black September ที่เข้ามายึดสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ ในวันสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช หรือกรณียุติการสู้รบในความขัดแย้งอุดมการทางการเมืองระหว่างกระบวนการคอมมิวนิสต์กับรัฐไทยด้วยคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ วัฒนธรรมยืดหยุ่นประนีประนอมของไทยนี้ เหมาะที่จะทำให้ประเทศไทยไปมีบทบาทนำในโลกสากลที่กำลังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไทยควรสร้างผู้นำระดับโลกที่รอบรู้ในภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) เศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรืออารยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั่นคือรู้รอบ และเข้าไปมีบทบาทผนึกประเทศอาเซียนให้เข้มแข็งทุกด้าน รวมทั้งพลังทางสันติภาพ และอาศัย ASEAN+3…+4+5… ไปช่วยโลกสร้างสันติภาพ การที่มีคนไทยมีความสามารถในการเป็นผู้นำระดับโลกและมีบทบาทสำคัญในโลกสากล จะทำให้คนไทยภาคภูมิใจในประเทศของตน และส่งเสริมให้คนไทยกล้าคิดใหญ่ แทนที่จะคิดเล็กคิดน้อยแยกส่วน ทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ในการนี้ฝ่ายต่างๆ ทั้งกระทรวงต่างประเทศ กองทัพ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ ต้องทุ่มเทใน “การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งหมายถึงวิจัยให้รู้สถานการณ์ความเป็นจริงของประเทศต่างๆ และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเพื่อวาง Position ของประเทศไทยให้เหมาะสม ภาคธุรกิจที่ใหญ่ใหญ่ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ SCG ปตท. ซีพี และไทยเบฟ น่าจะรวมตัวกันตั้ง Global Leadership Thailand foundation เพื่อพัฒนาคนไทยให้สามารถเป็นผู้นำระดับโลก เพื่อบทบาทนำของประเทศไทยในอาเซียนและโลกสากล มูลนิธินี้จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสมรรถนะของประเทศไทยโดยรอบด้าน

๘. สร้างเครือข่ายพลังพลเมืองที่ตื่นรู้ให้เต็มประเทศ การที่ประเทศไทยไม่มีกำลังในตัวเองที่จะฝ่าความซับซ้อนและยากของสังคมปัจจุบันไปข้างหน้าได้ เพราะมีแต่โครงสร้างอำนาจ แต่ไม่มีโครงสร้างทางสมอง ประเทศไทยเป็นรัฐราชการ (Bureaucratic state) ซึ่งเป็นระบบอำนาจควบคุม สังคมปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง ที่เป็นระบบซับซ้อน (Complex system) ที่เชื่อมโยงยาวไกลหลายมิติ และพลิกผันโกลาหลได้โดยรวดเร็วอย่างพยากรณ์และควบคุมไม่ได้ ระบบอย่างนี้การใช้อำนาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย แต่ต้องใช้พลังทางสังคมและทางปัญญา อย่างที่พูดว่าต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง โครงสร้างอำนาจในประเทศไทยเป็นโครงสร้างที่ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา
วิธีเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง คือ ส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในการแก้ปัญหาและพัฒนาในทุกประเด็น
ในการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจะเป็น ๔ – ๕ คน ๗ – ๘ คน หรือ ๑๐ คน ก็ต่างเป็นกลุ่มศึกษาและพัฒนาในเรื่องต่างๆ ในกลุ่มจะมีสัมพันธภาพใหม่ใหม่ คือเป็นสัมพันธภาพทางราบ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร คือมีความเสมอภาคและภราดรภาพ การที่กลุ่มจะทำอะไรให้สำเร็จต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในทางปฎิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริงกลุ่มปฏิบัติการทางสังคมขนาดเล็กเช่นนี้มีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ชุมชนผู้ปฏิบัติ (Community of practice) บ้าง micropractitioners บ้าง กลุ่มนวัตกรรมทางสังคมบ้าง กลุ่มศึกษาและพัฒนาบ้าง กลุ่ม INN บ้าง จะเรียกว่าอะไรก็ตามกลุ่มเช่นนี้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) เพราะมีความเสมอภาค ภราดรภาพ ความรัก ความเชื่อถือไว้วางใจกัน พลังทางสังคม พลังทางปัญญาจากการเรียนรู้ร่วมกัน พลังแห่งความสำเร็จและมีความสุขเปี่ยมล้นจนมีผู้ใช้คำว่า ประดุจ บรรลุ นิพพาน
กลุ่มปฏิบัติการทางสังคมขนาดเล็กนี้ เปรียบประดุจเป็นเซลล์สมองของสังคม เมื่อมีมากจนเต็มประเทศจะทำให้โครงสร้างของประเทศเปลี่ยนจากโครงสร้างแห่งอำนาจ เป็นสังคมเครือข่ายใช้สมอง สังคมเครือข่ายคล้ายสมองจะมีคุณสมบัติใหม่โดยสิ้นเชิง คือเป็นสังคมอุดมปัญญาและสังคมอุดมสุข
นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกเชิงโครงสร้าง ซึ่งทำไม่ได้โดยการต่อสู้กันด้วยอำนาจ แต่ทำได้โดยประชาชนทุกคนที่เกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตนเอง แล้วมารวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในประเด็นสาธารณะที่หลากหลาย ให้เต็มประเทศและเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เป็นเครือข่ายของพลังพลเมืองที่ตื่นรู้ นี้เป็นทางอันเอก เป็นเส้นทางสายปัญญาหรือมัชฌิมาปฏิปทา เป็นสันติวิธี จึงน่าจะเรียกได้ว่า เป็นอริยะพัฒนา 

๙. การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย ขณะนี้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้เป็นไปได้ที่คนทั้งประเทศจะสามารถรับรู้ความจริงอย่างทั่วถึงพร้อมกัน และสามารถสื่อสารให้รู้ถึงกัน ร่างกายของเราเป็นระบบที่ดีที่สุดที่มีความหลากหลายสุดประมาณ แต่สามารถรักษาบูรณภาพและดุลยภาพได้ ทำให้เรามีสุขภาพดีและอายุยืน ระบบร่างกายเป็นระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่รู้ถึงกันหมดเป็นองค์รวม
การที่สังคมที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะสามารถรักษาบูรณภาพและดุลยภาพได้ จึงต้องสร้างระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารให้รู้ถึงกันหมด
ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารต้องช่วยกันสร้างระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึงและทันกาล ในการนี้จำเป็นต้องมีความรอบรู้ ความจริงและประเด็นใหญ่ หรือประเด็นสำคัญของประเทศไทย ระบบการสื่อสารที่ดีจะทั้งสื่อและกระตุ้นการคิดและพัฒนาเรื่องดีๆ รวมทั้งเป็นเครื่องมือให้คนไทยทั้งประเทศเรียนรู้ร่วมกัน และต่อยอดยกระดับทางปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยรวดเร็ว เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สังคมไทยจะออกจากการติดอยู่ในโครงสร้างทางอำนาจไปสู่การเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เกิดอริยะพัฒนาได้

เพื่อนคนไทยครับ ไม่ว่าท่านจะเป็นคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ เป็นนักการเมือง พรรคใดๆ หรือฝ่ายใด เป็นทหาร หรือพลเรือน หรือเป็นอะไรๆ ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ที่แท้เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วม เกิดแก่ เจ็บ ตาย และร่วมรับผลจากปัจจัยอันหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ระบบและโครงสร้าง สถานการณ์ของโลก และความซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน
การคิดเล็ก แบบแยกส่วน เป็นข้าง เป็นขั้ว ไม่ทำให้เราสามารถออกจากวิกฤตการณ์ของความซับซ้อนได้ ถึงเวลาที่เราจะต้องคิดใหญ่ คิดอย่างบูรณาการ คิดถึงองค์รวม คิดถึงประเด็นใหญ่ๆ ที่ถ้าเราขับเคลื่อนร่วมกันไปสู่ความสำเร็จ แล้วสามารถสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ลูกหลานของเราอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุขบนแผ่นดินนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่เราจะภูมิใจร่วมกันที่มีส่วนร่วมสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด
ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยากต่อความเข้าใจและยากต่อการแก้ไข แก้ไม่ได้ด้วยวาทกรรมที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงเท่านั้นที่เป็นพลังของการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transforming power) อันนำมาซึ่งจิตสำนึกใหม่ ปัญญาร่วม นวัตกรรม อัจฉริยะกลุ่ม พลังแห่งความสำเร็จและความสุขอันลึกล้ำ

ขอให้คนไทยและประเทศไทยมีความสวัสดี

แทก
แสดงเพิ่มเติม

บทความใกล้เคียง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
Close