ไทยเขยื้อนโลกได้ ไทยมีทุนทางสันติภาพมากกว่าใคร (1)

4

โลกใหม่หลังโควิดคือโลกทั้งใบเป็นหนึ่งเดียวกัน

วิกฤตโควิดแสดงให้เห็นว่า โลกทั้งใบเป็นหนึ่งเดียวกัน

การเอาชนะโควิดต้องใช้ปัญญาและความร่วมมือ ไม่ใช่ใช้อำนาจ ความเป็นศัตรูก็ใช้ไม่ได้ การคิดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมดก็ใช้ไม่ได้ เช่น ประเทศจะยากจนเพียงใดก็ต้องเข้าถึงวัคซีน เข้าถึงยา จะถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีเงินไม่ได้ หัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์เข้ามาแทนที่การมุ่งค้ากำไร เพราะไม่ว่าประเทศใดล้วนเป็นส่วนขององค์รวมเดียวกัน เหมือนในร่างกายเดียวกันจะทิ้งให้ส่วนใดอดอยาก ขาดแคลน เน่าเปื่อยผุพังไม่ได้ เพราะจะกระทบองค์รวมทั้งหมด

ผลทางบวกใหญ่ที่สุดของวิกฤตโควิดคือ “การเปลี่ยนโลกทัศน์ – วิธีคิด – จิตสำนึก” ของมนุษย์ทั่วโลก

ที่ผ่านมามนุษย์มีโลกทัศน์ – วิธีคิด – จิตสำนึก เล็กและคับแคบ เห็นเป็นส่วนๆ หรือเห็นแยกส่วน ไม่เห็นว่ามนุษย์และสรรพสิ่งเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกันทั้งโลก คิดเป็นเขาเป็นเรา แยกข้างแยกขั้ว คิดเชิงปฏิปักษ์ ทำให้เกิดความขัดแย้ง ต่อสู้ แย่งชิง ผู้คนล้มตาย และลำบากยากเข็ญเหลือคณานับ เป็นสภาวะไร้สันติภาพ

         ในขณะที่เด็กๆ หลายร้อยล้านคน ต้องอดอยากยากแค้นแสนลำเค็ญ ประเทศต่างๆ แข่งกันสะสมอาวุธจำนวนมหาศาล รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ที่มีปริมาณมากที่จะทำลายโลกทั้งใบได้หลายเที่ยว ถ้าโลกมีสันติภาพไม่ต้องสร้างและสะสมอาวุธกันอย่างนี้ จะมีทรัพยากรและความรู้พอที่จะทำให้คนทุกคนบนโลกนี้กินอิ่ม นอนหลับ และปลอดภัย สุขภาวะกับสันติภาวะต้องไปด้วยกันหรือสิ่งเดียวกัน นั่นคือ Peace Is Health สันติภาพ คือ สุขภาพ

         โลกสันติภาพ คือ อนาคตของมนุษยชาติ

         โควิดทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ นั่นคือมาเปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษย์ให้เป็นจิตใหญ่ เห็นโลกทั้งใบเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน จิตสำนึกแห่งองค์รวมนำไปสู่บูรณภาพและดุลยภาพ ดุลยภาพคือสันติภาวะ หรือสันติภาพ

         ฉะนั้นหลังโควิด มนุษยชาติควรมีความมุ่งมั่นร่วมกันสร้างโลกใหม่ที่เป็นโลกแห่งสันติภาพ

แล้วความขัดแย้งระหว่างอเมริกันกับโลกมุสลิม และการที่ตะวันตกพยายามสกัดกั้นจีน เล่า

ความขัดแย้งอย่างเข้ากระดูกดำระหว่างอเมริกากับโลกมุสลิม ๑,๕๐๐ ล้านคน จะคลายไปได้หรือ ประเทศตะวันตกซึ่งเคยครองโลกอยู่ก็กำลังวิกฤตกังวลกับการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน และพยายามสกัดกั้นรวมทั้งสร้างความเกลียดชัง การรวมกลุ่มกันเป็น QUAD ก็ดี AUKUS ก็ดี คือรูปธรรมของความพยายามสกัดกั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะสัญชาตญาณเดิมคือ สัญชาตญาณของการแย่งชิงต่อสู้ ยังตกค้างอยู่ตั้งแต่สังคมดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยอันตราย

         สัญชาตญาณใหม่คือ ความรักและความร่วมมือ (Love and Collaboration) แทนที่จะคิดเชิงปฏิปักษ์ ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันขจัดความยากจน สร้างสันติภาพ และความสมดุลของสิ่งแวดล้อม

         หากทุกประเทศร่วมมือกันขจัดความยากจน สร้างสันติภาพ และความสมดุลของสิ่งแวดล้อม จะเกิดโลกใหม่ที่ไม่มีใครยากจนเลย มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล

         ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันถอดถอนสัญชาตญาณแห่งความหวาดกลัว ชิงชัง แย่งชิง ต่อสู้ ด้วยกระบวนการสันติภาพ

ไทยมีทุนทางสันติภาพมากกว่าใคร

         ประเทศใหญ่หรือราชสีห์มีทุนทางสันติภาพน้อย เพราะได้ใช้อำนาจไปในการสร้างความแค้นฝังใจไว้กับประเทศอื่น ประเทศเล็กอย่างไทยหรือหนูอาจช่วยราชสีห์ที่ติดบ่วงได้ เพราะมีทุนทางสันติภาพมาก ที่สำคัญที่สุดคือมีวัฒนธรรมแห่งความเป็นกันเอง ยืดหยุ่น ประนีประนอม ไม่หัวชนฝา หรือมีความแค้นฝังใจต่อใครแบบชนบางเผ่าบางชาติ ความยืดหยุ่นประนีประนอมและรู้เท่าทันสถานการณ์ ทำให้เป็นประเทศเดียวที่รอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่มาล่าเมืองขึ้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนสูญเสียอธิปไตย

ความยืดหยุ่นประนีประนอมทำให้มีความสามารถในการเจรจาทางการทูตสูง ซึ่งแสดงให้ประจักษ์หลายครั้งหลายครา เมื่อเรือปืนอังกฤษเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเจตนาน่าสงสัย ลอร์ดเฮย์กัปตันเรือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก ร.๔ ก็เปลี่ยนใจจากเจตนาร้ายกลายเป็นดี เมื่อเรือรบฝรั่งเศสมาทอดสมอในแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากพระบรมมหาราชวังนิดเดียว ทหารไทยยิงโชคดีที่ยิงผิดแต่ก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดมาก เพราะฝรั่งเศสเจตนาให้เกิดการสู้รบแล้วถือโอกาสยึดประเทศไทย เสนาบดีต่างประเทศไทยขึ้นไปเหยียบเรือรบฝรั่งเศส เริ่มต้นฝ่ายฝรั่งเศสเครียดมาก แต่โดนสุนทรียวาจาของไทยสักพักก็อ่อนตัว ถึงกับยกไวน์มาเลี้ยงกันด้วยความเป็นมิตร ล้มเลิกความคิดที่จะยึดไทยเป็นเมืองขึ้น

         เมื่อคืนวันสถาปนาพระบรมโอรสาธิราชในรัชกาลที่ ๙ กลุ่มกันยายนทมิฬ (Black September) ยึดสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ กลุ่มนี้มีประวัติมาก่อนว่าในการทำงานของเขาต้องมีผู้เสียชีวิต ไทยส่งทูตไปเจรจา ๓ คน มีเสธ.ทวี จุลละทรัพย์ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับอีกท่านหนึ่ง กลุ่มนี้มีลูกล่อลูกชนและความเป็นกันเองสูงมาก จนสนิทกับผู้ก่อการร้ายมีการรับประทานอาหารด้วยกัน และขึ้นเครื่องบินไปส่งออกนอกประเทศโดยไม่ได้ฆ่าใครเลย

         ในสงครามระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่นักศึกษาปัญญาชนเข้าร่วม หลังกรณี ๖ตุลาคม ๒๕๑๙ ยิงกันไปยิงกันมา ไม่ช้าไม่นานมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ออกมา การสู้รบยุติทันทีเพราะเป็นคำสั่งที่พลิกความคิด พลิกว่าผู้ที่จับอาวุธขึ้นต่อสู้อำนาจรัฐไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อไม่ใช่ศัตรูก็ไม่มีอะไรจะรบกัน นักศึกษาปัญญาชนก็คืนเมืองมาเป็นนักวิชาการบ้าง เป็นนักการเมืองบ้าง เป็นนักธุรกิจบ้าง เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติจริงๆ ผสมกลมกลืนกันไปหมด ทำได้อย่างสวยงามจริงๆ ไม่มีใครเหมือน แสดงให้เห็นทุนทางสันติภาพของไทย

         ถ้าดูความขัดแย้งใหญ่ในปัจจุบัน คือ

  • ระหว่างสหรัฐอเมริกากับโลกมุสลิม ๑,๕๐๐ ล้านคน เป็นความแค้นฝังใจที่มีรากลึก ไม่มีทางประนีประนอมกันง่ายๆ เป็นเหตุให้เกิด 9/11 และความรุนแรงอื่นๆ
  • ระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าโลกกับจีน ซึ่งผงาดขึ้นมาทัดเทียมหรือกำลังแซงหน้า ปรกติเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้จะต้องเกิดสงครามใหญ่ สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกก็กำลังพยายามสกัดกั้นจีนอย่างสุดกำลัง

           ในความขัดแย้ง สหรัฐ – มุสลิม และ สหรัฐ – จีน เช่นนี้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะพิเศษอย่างยิ่งคือ ด้านหนึ่งมีความสนิทกับจีนโดยสายเลือด จีนรักสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประดุจองค์หญิงของเขา แต่ขณะเดียวกันไทยก็เป็นมิตรกับตะวันตก และเป็นมิตรกับโลกมุสลิม นี่ก็เป็นทุนทางสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ของไทย ที่สามารถใช้ทุนนี้ที่คนอื่นไม่มีเท่า พุทธศาสนาก็เป็นทุนทางสันติภาพอันยิ่งใหญ่ของไทย ในการสร้างสันติภาพโลก เป็นโอกาสและความท้าทายต่อบทบาทใหญ่ของไทย ขนาดเขยื้อนโลกได้

“ประเทศไทยเหมาะแก่การที่นานาชาติจะมาคุยกันเรื่องสันติภาพ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙

ตลอดเวลา ๗๐ ปี ทรงครองราชย์ พระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ทรงแสดงถึงอัจฉริยภาพและความเป็นคนดี ที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะดีได้ ทรงเป็นสุภาพบุรุษและบุคคลสันติภาพ การที่ตรัสเกี่ยวกับประเทศไทยเช่นนั้น แสดงว่าทรงเล็งเห็นทุนทางสันติภาพของไทยและความเหมาะสมที่ “นานาประเทศจะมาคุยกันเรื่องสันติภาพ” พระเจ้าอยู่หัว ร.๙ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเป็นบุคคลสันติภาพและเป็นทุนทางสันติภาพของประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่

         หลายสิบปีมาแล้ว ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กับผมปรึกษากันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทรงได้รับการถวายรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีไม่น่าจะดี เพราะผู้ที่ได้รับรางวัลสันติภาพที่ผ่านๆ มา ถึงจะทำเรื่องดีๆ ก็เป็นเพียงบางด้าน บางแง่มุม หรือเฉพาะกิจ เช่น หยุดยิง หยุดทิ้งระเบิด ไปไม่ถึงรากลึกของสันติภาพ งานของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ทั้งลึกทั้งครอบคลุมคือ ลึกถึงโลกกระทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึก สติปัญญา การพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เมื่อสมดุลก็จะมีความสงบหรือสันติภาวะ

         พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล จึงเป็นบุคคลสันติภาพเหนือรางวัลโนเบล ในวัฒนธรรมจีนถ้าใครทำอะไรดีๆ เขาจะยกให้เป็นเทพกราบไหว้บูชา ให้เรื่องดีๆ เข้าไปสู่จิตสำนึกของคนทั้งประเทศ ตามคติที่ว่านี้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงเป็นประดุจเทพแห่งสันติภาพ ที่สามารถก่อความบันดาลใจในสันติภาพแก่โลกได้ ควรมีการตั้ง

         King Bhumibol International Peace Foundation

         มูลนิธิสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเพื่อสันติภาพนานาชาติ

         เป็นเครื่องมือให้ “นานาประเทศมาคุยกันเรื่องสันติภาพในประเทศไทย” ตามพระราชดำรัส

         ถ้าประเทศไทยมีบทบาทใหญ่ในการขับเคลื่อนสันติภาพโลก จะเกิดผลดีหลายประการกับประเทศไทย หนึ่งจะเป็นการวางบทบาทของประเทศไทยไว้ที่ความเป็นกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ในโลก ซึ่งทุกฝ่ายต่างพยายามหาพวก ถ้าเราถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อเรา หนึ่ง จะทำให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจว่าประเทศของตนสามารถทำเรื่องใหญ่ได้ ไม่ใช่ประเทศเด็กๆ ประเทศไทยมีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามากแต่ขาดการคิดใหญ่ หนึ่ง โดยที่เรื่องสันติภาพเป็นเรื่องที่ลึกและครอบคลุมทุกมิติของมนุษย์ การมีบทบาทขับเคลื่อนสันติภาพโลก จะมีผลทำให้ประเทศไทยยกระดับการพัฒนาทุกมิติอย่างเชื่อมโยง ทำให้ประเทศออกจากการติดอยู่ในวิกฤตการณ์เรื้อรัง

สภาวัฒนธรรมไทย – จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ก็เป็นทุนทางสันติภาพ

         จีนเป็นประเทศที่สำคัญในการสร้างสันติภาพโลก

         ในฐานะเป็นประเทศที่มีจำนวนพลเมืองมากที่สุด และกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่กำลังแซงขึ้นสู่อันดับ ๑ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่มหาอำนาจที่ครองโลกมาแต่เดิม คือ สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งกำลังรวมตัวสกัดกั้น เสี่ยงต่อการเกิดสงคราม

จีนก็ประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ไม่ต้องการทำสงครามเพราะมีบทเรียนทางประวัติศาสตร์มามาก โดยประกาศว่าเราจะแข็งแรงแต่ไม่ก้าวร้าว ถ้าดูตามลักษณะการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่คือ Belt and Road Initiative ก็เชื่อว่าไม่น่าจะอยากทำสงคราม

         หากตะวันตกต้องการทำสงครามแต่ฝ่ายเดียว ก็เหมือนตบมือข้างเดียวจะไม่ดัง ยุทธศาสตร์สันติภาพจึงน่าจะอยู่ที่ให้กำลังใจจีนในการรุกเพื่อสันติภาพ ลดความกลัวของพันธมิตรตะวันตก

         ถ้าประเทศไทยจะมีบทบาทในการสร้างสันติภาพโลก สภาวัฒนธรรมไทย – จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ซึ่งมีอดีตรองนายกรัฐมนตรี พินิจ จารุสมบัติ เป็นประธาน น่าจะเป็นทุนทางสันติภาพที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไทย โดยร่วมสร้างวัฒนธรรมสันติภาพ (Peace Culture) คุณพินิจ จารุสมบัติ ก็เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำสูง น่าจะเป็นกำลังขับเคลื่อนสันติภาพโลกได้ผู้หนึ่ง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here