ยะลาพุ่งไม่หยุด พบผู้ป่วยรายใหม่มากขึ้น สะสมถึง 801 ราย

8

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา รายงานตัวเลขผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ใหม่เพิ่มอีก 59 ราย ที่ อ.เมืองยะลา มีจำนวนสูงสุดถึง 27 ราย อ.กรงปินัง 15 ราย และ อ.บันนังสตา 12 ราย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากคลัสเตอร์โรงเรียนสอนศาสนาในศูนย์มัรกัสยะลา บ้านเปาะยานิ หมู่ที่ 3 ต.สะเตงนอก อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ที่นักเรียนเดินทางกลับภูมิลำเนาก่อนหน้านั้นโดยที่ยังไม่ได้ผ่านการคัดกรองหาเชื้อนายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า จากข้อมูลของ สํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา ได้มีการรวบรวมข้อมูลว่า ขณะนี้คลัสเตอร์ศูนย์มัรกัสยะลามีการแพร่เชื้อโควิด-19 ไปกว่า 12 จังหวัดในภาคใต้ จ.ยะลา 69 ราย, จ.ปัตตานี 14 ราย, จ.นราธิวาส 13 ราย, จ.สงขลา 17 ราย, จ.สตูล 37 ราย, จ.พัทลุง 4 ราย, จ.ตรัง 3 ราย, จ.กระบี่ 14 ราย, จ.สุราษฎร์ธานี 8 ราย, จ.พังงา 5 ราย, จ.ภูเก็ต 3 ราย และ จ.นครศรีธรรมราช 3 ราย รวมจำนวน 190 ราย โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าวให้แจ้งไปยังครอบครัวนักเรียน ให้นักเรียน บุคคลในครอบครัว และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด ได้รีบเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ที่รพ.สต.สำนักสาธารณสุขอำเภอ หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยด่วน เพื่อป้องกันและสก้ดยังยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ไม่ให้ลุกลาม และจะต้องให้ข้อมูลความจริงกับเจ้าหน้าที่ให้มากที่สุด ไม่ปกปิดประวัติไทม์ไลน์ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้จำกัดวงการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว หากพบว่าไม่ไปรายงานตัว หรือมีการปกปิดข้อมูล อาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ

ขณะเดียวกัน มีหนังสือด่วนที่สุดจากจังหวัดกระบี่ ลงหมายเลข กบ.0018.1/ว 2968 วันที่ 19 มิถุนายน 2564 เรื่อง การเร่งขยายผลการค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เรียน นายอำเภอ ทุกอำเภอ ด้วยผู้ตรวจกระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่าผู้ป่วยจากมัรกัสยะลา ผลการตรวจเชื้อเป็นสายพันธุ์แอฟริกัน จึงให้เร่งขยายผลหาผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อสูงให้หมดโดยเร็ว แล้วนำมากักตัว และอาจต้องขยายเวลากักตัวเป็น 21 วันจังหวัดกระบี่พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในวงกว้าง จึงให้ค้นหาผู้ที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมถึงผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้รีบ นำเข้า LQ ให้หมดโดยเร่งด่วนและให้กักตัวไม่น้อยกว่า 14 วัน ทั้งนี้ การปล่อยผู้ถูกกักตัวกลับจะต้องดำเนินการตรวจ หาเชื้อฯ จนผลเป็นลบ จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ(นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา) รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ของนักเรียน จากศูนย์รกัสยะลาทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งตรวจรหัสพันธุกรรมภายในห้องแล็บ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กรุงเทพฯ ว่าจะเป็นสายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกัน หรือไม่ ต้องรอผลภายใน 1 อาทิตย์จะทราบผล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีรายงานจาก Phuket Hotnews ว่า จากกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อคลัสเตอร์นักเรียนจากโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่จังหวัดยะลาเดินทางกลับมาภูมิลำเนาในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จำนวน 3 คน ซึ่งทาง สำนักงานสาธารณสุขภูเก็ต ได้มีการส่งเชื้อไปตรวจที่ กทม. เพื่อหาว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือไม่นั้น ได้มีแพทย์หญิงผู้หนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “คลัสเตอร์ที่มาจากโรงเรียนประจำจังหวัดยะลาที่ภูเก็ต เราตรวจพบว่าเป็นสายพันธุ์เบตาแอฟริกา ทางจังหวัดอื่นได้ตรวจบ้างหรือยังนะ ซึ่งตอนนี้กระจายไปหลายจังหวัดทางภาคใต้ รวมทั้งพังงาเพื่อนบ้านเรา”รายงานแจ้งต่อไปว่า อย่างไรก็ตามทราบว่าสำนักงานสาธารณสุขภูเก็ต ได้ลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ต.เกาะแก้ว และ ต.ป่าตอง จ.ภูเก็ต แล้ว และสำหรับสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) ที่เริ่มพบที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) แพร่กระจายไม่เร็วเท่า สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) และสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) แพร่กระจายเร็วกว่า สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ผลลัพธ์คือ เมื่อมีการแพร่ระบาดในพื้นที่ชุมชนจะยากต่อการควบคุมมากกว่า

ยะลาพุ่งไม่หยุด พบผู้ป่วยรายใหม่มากขึ้น สะสมถึง 801 ราย อาสาไทยยืนยัน Thai Reference

กรณีดังกล่าว นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา /ผกก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จ.ยะลา จึงได้ออกคำสั่งที่ 111/2564 ลงวันที่ 19 มิ.ย.64 ควบคุมการแพร่ระบาดในศูนย์ดะวะห์แห่งประเทศไทย (ศูนย์มัรกัสยะลา) และมัรกัสตาเซะ (เมดานมาดีนาตุลนูร) โดยห้ามนักเรียนกลุ่มญะมาอะห์ตับลีฆและบุคคลอื่นใดเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าว หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งให้ขออนุญาตต่อประธานศูนย์ดะวะห์ แล้วแต่กรณีและต้องรายงานตัวให้ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองยะลาทราบ ทั้งนี้ต้องกำหนดเวลาเดินทางออกและกลับพื้นที่ดังกล่าวด้วย คำสั่งระบุด้วยว่า เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีโต้แย้ง หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ภาพ-ข่าว อะหมัด รามันห์สิริวงศ์/ยะลา/

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here