ผบช.ภ.9 แจงคดี เสี่ยโจ้ ปัตตานี เจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ ขณะนี้ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตำรวจที่เกี่ยวข้อง

7

จากกรณี เสี่ยโจ้ ปัตตานี  ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน ค้าน้ำมันเถื่อน ที่ถูกจับกุมได้ที่ย่านห้วยขวาง ระหว่างหลบหนีคดี และนำตัวส่งพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา เพื่อฟ้องคดีตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ในความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเเต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี จึงมีการปล่อยตัวผู้ต้องหา โดย เสี่ยโจ้   ยังมีคดีที่ศาลปัตตานีพิพากษาจำคุก 1 ปี 9 เดือน ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารใช้ดวงตราประทับไม้ปลอม ซึ่งศาลออกหมายจำคุกถึงที่สุดเเละให้ออกหมายจับ โดยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ออกเอกสารข่าวชี้เเจงสำหรับเหตุที่ไม่ได้ส่งตัว เสี่ยโจ้ ไปยังศาลจังหวัดปัตตานีนั้น ก็เนื่องจากตำรวจได้ตรวจสอบในสารบบแล้ว พบว่า นายสหชัย มีหมายจับของศาลจังหวัดสงขลาเพียงแค่หมายจับเดียว ไม่พบมีหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานี

หลังจากถูกนำตัวไปส่งจังหวัดสงขลา ตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงิน พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้จำเป็นต้องปล่อยตัวไป โดยก่อนปล่อยตัวได้สอบถามว่ามีหมายจับค้างเก่าอื่นหรือไม่เมื่อตำรวจบอกว่าไม่มีทางอัยการไม่มีอำนาจควบคุมตัวจึงปล่อยไป จากนั้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ทางเจ้าหน้าที่เพิ่งจะค้นเจอหมายจับศาลปัตตานี เช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 จึงรีบขอหมายค้น และตามไปหาตัวที่บ้านพักก็ไร้วี่แววของเสี่ยโจ้ คาดว่าเดินหน้าหลบหนีออกไปนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว

โดยล่าสุด ที่ ห้องประชุม ภายในศูนย์ปฏิบัติการสํานักงานตํารวจแห่งชาติส่วนหน้า ถ.สุขยางค์ เขตเทศบาลนครยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9/ ผบ.ศปก.ตร.สน./ผบ.กกล.ตร.จชต. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ออกมาแถลง ถึงคดีของ นายสหชัย หรือ “เสี่ยโจ้ ปัตตานี ว่า หลังจากที่มีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น ทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ก็ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าทางศาลได้ส่งหมายจับมาให้ที่ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีจริง โดยส่งผ่านพนักงานสอบสวนท่านหนึ่ง ซึ่งไปที่ศาลพอดี รับหมายมาแล้วก็เอาหมายมาเก็บไม่ได้เข้ากระบวนการตามระเบียบที่กำหนดไว้ แต่หมายก็ไม่ได้หายไปไหน เบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็นความบกพร่อง จึงได้มีการเสนอให้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และปัจจุบันพนักงานสอบสวนท่านนี้ก็ได้ย้ายไปแล้ว เนื่องจากเป็นตำรวจที่มาช่วยราชการ หลังจากที่ทางกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ได้ส่งสำนวนตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อที่จะตั้งกรรมการทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง คือเป็นหน้าที่ของตำรวจภูธรภาค 3  ที่ตำรวจท่านนี้กลับไปสังกัดอยู่  ในเบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จำนวน 1 นาย แต่หากสอบสวนถึงผู้ใด ก็จะต้องถูกดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวินัย หรือถ้าผิดอาญา ก็ต้องดำเนินคดี

สำหรับเสี่ยโจ้ ขณะนี้ยังมีหมายจับในคดีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล ซึ่งหากเจอตัวก็สามารถจับกุมได้ทันที ส่วนเจ้าตัวขณะนี้อยู่ที่ไหน ตนเองเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะสามารถจับกุมตัวได้ ส่วนที่จะยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่นั้น ก็ยังไม่แน่ชัด เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าออกนอกประเทศไปแล้วหรือยัง อาจจะไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หรืออยู่ในประเทศ หรืออาจจะอยู่กลางน้ำ กลางทะเล ประมาณนั้น  ตนเองเชื่อว่าจะจับได้ หมายจับยังอยู่ อายุความไม่ขาด อาจจะหนีไปได้แต่คงไม่รอด

หลังจากนี้ไปก็ต้องกระชับมากขึ้น ต้องคุยกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานข้างเคียง เชื่อว่าทางศาลท่านก็มีระบบการจัดเก็บหมาย ทางตำรวจก็ต้องมีระบบจัดเก็บหมายที่กระชับกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพัฒนาการเก็บหมายจับไปค่อนข้างเยอะ และจะต้องมีการพัฒนาต่อไป  แต่อย่างไรก็ตามทางตำรวจภูธรภาค 9 ก็ไม่ได้มีความกดดันในเรื่องนี้แต่อย่างใด  ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อยู่ที่จะตามจับบได้ช้าหรือเร็วเท่านั้น ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก ซึ่งเชื่อว่าไม่นาน ส่วนกลุ่มคนที่พาเสี่ยโจ้หลบหนี ก็ต้องรู้ตัวว่ากระทำผิดกฎหมายอยู่  ซึ่งก็จะต้องถูกดำเนินคดี และทราบตัวบุคคลที่พาหนีแล้ว เป็นขั้นตอนต่อไปที่จะดำเนินการ

ภาพ-ข่าว อะหมัด รามันห์สิริวงศ์ จ.ยะลา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here