นิเวศทางปัญญาของมหาชน – Thai Reference : อาสาไทยยืนยัน เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นระบบที่ซับซ้อน (Complex systems) มากขึ้นๆ อำนาจที่เคยใช้อยู่เดิมก็ได้ผลน้อยลงๆ ฉะนั้นกระแส" />
ตกผลึก กับ นพ.ประเวศ วะสี

นิเวศทางปัญญาของมหาชน

กระแสใหญ่แห่งการเคลื่อนย้ายอำนาจ (Power Shift)

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นระบบที่ซับซ้อน (Complex systems) มากขึ้นๆ อำนาจที่เคยใช้อยู่เดิมก็ได้ผลน้อยลงๆ ฉะนั้นกระแสใหญ่ (Big Trend) อย่างหนึ่งคือการเคลื่อนย้ายอำนาจ จากอำนาจแห่งการใช้พละกำลัง (พลานุภาพ) ไปเป็นการใช้เงินเป็นอำนาจ (ธนานุภาพ) แต่ในสังคมที่ซับซ้อนและยาก อำนาจจะหยุดอยู่แค่นั้นหาได้ไม่ ต้องเคลื่อนย้ายต่อไปสู่อำนาจทางปัญญา (ปัญญานุภาพ)

ปัญญาเป็นศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์
ที่สัตว์อื่นๆ ไม่มี หรือแม้แต่เทวดาก็ไม่มี “


ปัญญาทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Wisdom makes the impossible possible)


วิกฤตการณ์ที่โลกและไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิกฤตการณ์ที่ยากที่สุด จำเป็นต้องใช้ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั่นคือ ศักยภาพทางปัญญา

อำนาจที่ขาดปัญญา ไปไม่รอด

ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานและมีบันทึกละเอียดกว่าชาติอื่นๆ แสดงตัวอย่างประเด็นนี้อย่างดี ในยุคซุนชิวและจ้านกั๋วซึ่งรวมกันกินเวลากว่า ๕๐๐ ปี แคว้นต่างๆต่อสู้เกิดดับกันตลอดเวลา เจ้าผู้ครองแคว้นคืออำนาจ สิ่งที่เจ้าผู้ครองแคว้นแสวงหามากที่สุดคือที่ปรึกษาที่เก่งๆ ถ้าไม่มีที่ปรึกษาที่เก่ง แคว้นนั้นอยู่ไม่ได้จะต้องพ่ายแพ้มลายหายสูญไป ที่ปรึกษาที่เก่งคือสมอง หรือปัญญา หลังจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต คู่ขับเคี่ยวชิงอำนาจที่ขึ้นชื่อในประวัติศาสตร์คือระหว่างหลิวปังเซี่ยงอิ่วหรือฌ้อปาอ๋อง เซี่ยงอิ่ว รบเก่งกว่าหลิวปังมาก แต่หลิวปังมีที่ปรึกษาที่เก่งคือเตียวเหลียง มีนักจัดการทางลอจิสติคคือเซียวเหอ และมีแม่ทัพที่เก่งคือห้านสิน หลิวปังชนะสถาปนาราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่ที่อยู่มาได้ ๔๐๐ ปี หรือเล่าปี่มีขุนพลที่เก่งที่สุดคือกวนอู เตียวหุย จูล่ง แต่รบไม่ชนะ จนกระทั่งได้ขงเบ้งมาเป็นสมอง

ระบบราชการไทยเป็นโครงสร้างอำนาจที่เน้นการควบคุมซึ่งอาจเกิดขึ้นตามความจำเป็นของยุคสมัย แต่การขาดโครงสร้างสมองที่พอเพียง ทำให้ประเทศไทยขาดพลังทางปัญญา

ระบบการศึกษาควรเป็นระบบปัญญา แต่โชคไม่ดีที่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อเริ่มต้นระบบการศึกษาเมื่อกว่า ๑๐๐ ปี ที่แล้ว ทำให้การศึกษาเป็นเพียงการท่องวิชาเท่านั้นทำให้ประเทศไทยอ่อนแอทางปัญญา เพราะศักยภาพทางปัญญาของมนุษย์เป็นอะไรที่มากกว่าการท่องวิชาอย่างมหาศาล

เราทำการศึกษาว่าคือการท่องวิชาเสียจนเคยชิน จนเกิดโครงสร้างทางความคิดและการปฏิบัติที่คับแคบและต้านทานการเปลี่ยนแปลง จนแม้แต่คำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ก็ไม่มีพลังพอที่จะทำให้ระบบการศึกษาเป็นพลังทางปัญญา คำว่า “ปัญญา” เป็นคำกลางๆ ที่ไม่มีเจ้าข้าวเจ้าของแต่สำคัญสำหรับทุกเรื่อง ฉะนั้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางปัญญา จึงสามารถทำได้โดยไม่ติดขัดมากกว่า และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทุกเรื่อง และถ้าทำได้ดีจะเป็นเครื่องมือพาชาติออกจากวิกฤต

มรรค ๘ ทางปัญญา เพื่อการขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์

ระบบปัญญาเพื่อการพัฒนาประเทศให้พ้นวิกฤตในเบื้องต้น เพื่อประโยชน์ของการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ๘ องค์ประกอบ หรือมรรค ๘ ดังต่อไปนี้

๑. เครือข่ายปัญญามหาชนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการทั้ง 77 จังหวัด (ปัญญามหาชนสร้างสวรรค์บนดินทุกถิ่นจังหวัด)
๒. อุดมศึกษาคือหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต
๓. ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างก้าวกระโดด
๔. ปัญญาสุดยอดของชาติ – ปัญญานโยบายสาธารณะ
๕. กลุ่มเซลล์สมองเต็มประเทศ – กลุ่มจัดการการเรียนรู้ขนาดเล็ก
๖. ภาคธุรกิจกับการพัฒนาระบบปัญญา
๗. ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ดี
๘. กลุ่มคลังสมองทางปัญญา (Wisdom Think Tank)

ทั้ง ๘ นี้ เขียนประกอบกันเป็นภาพพระเจดีย์ทางปัญญา โดยมีเครือข่ายปัญญามหาชนเป็นฐาน และปัญญานโยบายสาธารณะเป็นยอด มีกลุ่มคลังสมองระบบปัญญาเป็นเครื่องขับเคลื่อนความคิด

๑. เครือข่ายปัญญามหาชนพัฒนาพื้นที่จังหวัดอย่างบูรณาการทั้ง ๗๖จังหวัด (การสร้างสวรรค์บนดิน)

การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้เพราะกรมแยกเป็นเรื่องๆ แต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน การพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง อย่างเชื่อมโยงกันคือ “เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย” เต็มพื้นที่จะทำให้เกิดสังคมศานติสุขประดุจ สวรรค์บนดิน ในเวลาหลายสิบปีที่ผ่านไป ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรสนับสนุนต่างๆ เช่น พอช. สสส. ธกส. สกว. สวทช.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมพัฒนาชุมชน ธนาคารออมสิน กองทุนต่างๆ และระบบสุขภาพ ได้มีประสบการณ์มากพอสมควรจึงเป็นไปได้ที่จะร่วมกันเป็นภาคีส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล และทุกหมู่บ้าน ในการนี้จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interaction learning through action) ในสถานการณ์จริงของคนไทย และองค์กรต่างๆ จำนวนมหาศาล เป็นกระบวนการทางปัญญาที่ใหญ่ที่สุด อันทำให้ฐานของประเทศเข้มแข็ง และให้คำตอบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ประชาธิปไตย รวมทั้งเรื่องผู้สูงอายุ

๒. อุดมศึกษาคือหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต

เรามีสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง นิสิต นักศึกษา รวมกันกว่า ๑ ล้านคน คณาจารย์และนักวิชาการหลายแสนคน เป็นขุมกำลังทางปัญญาขนาดใหญ่ ต้องทำให้อุดมศึกษาเป็นประดุจหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต

๓. ปฏิรูปการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของคนไทยอย่างก้าวกระโดด

ระบบการศึกษาในรอบกว่า ๑๐๐ ปี ที่ผ่านมาใช้กระบวนทัศน์ที่ผิดที่ทำให้คิดว่าการศึกษาคือการท่องวิชา ทำให้คนไทยอ่อนแอทั้งชาติ มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูง สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ ถ้ากระบวนการเรียนรู้ดีควรมีการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ กระทรวงอุดมศึกษาฯ ควรมีนโยบายให้มหาวิทยาลัยสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลก มหาวิทยาลัยละประมาณ ๑๐๐ คน โดยแสวงหากระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก ที่สามารถพัฒนาศักยภาพของคนได้เต็มตามศักยภาพความเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลกในมหาวิทยาลัย ๑๐๐ แห่ง รวมกันประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนนอกจากจะสามารถปฏิรูปการเรียนรู้ได้ทั้งประเทศ ยังจะสามารถตั้งเครือข่ายศูนย์นวัตกรรมพัฒนาศักยภาพคนไทยที่สามารถสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสูงให้ได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้ทำอะไรดีๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ แต่เราขาดคนไทยที่มีศักยภาพสูง อันเป็นผลจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาด ประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้โอกาสนั้นๆ ถ้าเรามีคนไทยที่มีศักยภาพสูงสัก ๕๐๐,๐๐๐ คน จะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่พัฒนาไปสู่ยุคใหม่

๔. ปัญญาทางนโยบายสาธารณะ

ปัญญาทางนโยบายสาธารณะจัดเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง เพราะเป็นปัญญาที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทุกด้าน มาสู่การตัดสินใจว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด จะทำหรือไม่ทำอย่างไร นโยบายสาธารณะจึงมีผลกระทบทุกอณูของแผ่นดิน ทั้งในทางที่ดีหรือร้าย นโยบายสาธารณะที่ดีเกิดได้ยาก ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกือบไม่มีบทบาทในการสังเคราะห์และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
เป็นไปได้อย่างไรที่อุดมศึกษาอันหมายถึงอุดมปัญญา หรือปัญญาสูงสุด จะไม่มีบทบาทในการสร้างปัญญาสูงสุดของชาติ
ฉะนั้นกระทรวงอุดมศึกษาฯ จะต้องมีนโยบายให้อุดมศึกษาสามารถสร้างปัญญาทางนโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งรู้วิธีขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ตรงนี้จะเปรียบประดุจหัวรถจักรทางปัญญาที่จะพาขบวนรถไฟทางปัญญาที่ยาวเหยียดทั้งขบวนให้เคลื่อนไปสู่สถานีปลายทาง

๕. กลุ่มเซลล์สมองหรือกลุ่มจัดการเรียนรู้ขนาดเล็ก (Micro learning management group)

ประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้าง ซึ่งแทนด้วยภาพเป็นแท่งๆ ดังภาพซ้ายมือข้างล่าง ทั้งแท่งทางการเมือง ทางราชการ ทางการศึกษา ทางธุรกิจ หรือแม้แต่ทางศาสนา

ในโครงสร้างอำนาจมีการเรียนรู้น้อย ทำให้เรื่องยากๆ ไม่สำเร็จเป็นเหตุให้บ้านเมืองติดขัด แต่ในระบบต่างๆ มีคนตั้งใจดีมีความสามารถอยู่ด้วยเสมอ แต่ศักยภาพจะถูกดูดกลืนไปหมดในโครงสร้างอำนาจ

วิธีแก้ก็คือ การรวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ เพื่อปฏิบัติการสาธารณะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กลุ่มสนใจ ในกลุ่มประกอบด้วยคนที่ถูกจริตกัน มีความเสมอภาค ภราดรภาค มีความรักระหว่างกัน กลุ่มจึงมีความสุขและพลังสร้างสรรค์มาก และการที่กลุ่มจะทำงานใดๆ ได้สำเร็จฝ่าความยากไปได้ ต้องจัดการการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังมาก ทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ

กลุ่มจัดการการเรียนรู้ขนาดเล็กนี้เปรียบประดุจเซลล์สมองของสังคม เป็น micro unit ทางปัญญา ที่คนไทยเกือบจะทุกคนสามารถร่วมได้ ถ้ามีกลุ่มจัดการการเรียนรู้ขนาดเล็กทำงานเต็มพื้นที่ในองค์กรและระหว่างองค์กร และตามประเด็นต่างๆ และกลุ่มเหล่านี้เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย โครงสร้างสังคมจะเปลี่ยนจากแท่งอำนาจทางดิ่ง เป็นสังคมเครือข่ายคล้ายสมอง หรือสังคมอุดมปัญญา เพราะฉะนั้นกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องขับเคลื่อนให้เกิดสังคมอุดมปัญญา

๖. ภาคธุรกิจกับการพัฒนาระบบปัญญา

ภาคธุรกิจมีคนเก่งๆ มากที่สุด มีสมรรถนะในการจัดการสูงกว่าภาคอื่นๆ และมีความคล่องตัวมากกว่าระบบรัฐมาก ฉะนั้นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของประเทศคือ การที่ภาคธุรกิจจะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะทางปัญญาของประเทศ ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทในทุกส่วนของระบบปัญญา ตั้งแต่ในข้อ ๑ จนถึงข้อ ๗ ถ้าภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ในการพัฒนาปัญญา ประเทศจะลงตัวทั้งในทางสมรรถนะ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจไปด้วยกัน ทุกส่วนของประเทศต้องไปด้วยกัน จึงจะเกิดบูรณภาพและดุลยภาพ
ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุดมศึกษาฯ อย่างหนึ่ง ที่จะพัฒนานโยบายให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบปัญญาของประเทศ

๗. ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ดี

ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ สามารถจัดระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาปัญญา ถ้าทำได้ดีจะเป็นเครื่องมือพัฒนาปัญญาของมหาชนอย่างก้าวกระโดด

๘. กลุ่มคลังสมองทางปัญญา (Wisdom Think Tanks)

ที่เสนอมาทั้งหมดข้างต้นยังไม่ถือว่าเป็นความคิดที่ดีที่สุด ถ้ามีคลังสมอง (Think Tank)หรือกลุ่มความคิดทางปัญญาที่ดี สามารถคิดเรื่องดีๆ กว่านี้อีกมาก
ขณะนี้มีความประจวบเหมาะหลายอย่างที่ประเทศไทยจะมีกลุ่มคลังสมองระบบปัญญาที่มีคุณภาพสูง นั่นคือได้มีการปฏิรูปโครงสร้างระบบส่งเสริมปัญญา คืออุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เข้ามาให้เป็นเอกภาพในกระทรวงเดียวกัน มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก สกว. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีความคล่องตัวและมีวัฒนธรรมการทำงานเชิงปัญญามาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๓๕ เหมาะที่จะทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของกลุ่มคลังสมองระบบปัญญญา ถ้าเป็นหน่วยราชการก็จะทำหน้าที่นี้ไม่ได้ ประจวบกับในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้มี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นประธานคณะกรรมการ สกสว. ซึ่งเป็นผู้มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ที่จะเป็นผู้ก่อตัวกลุ่มคลังสมองระบบปัญญา อีกทั้งมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ปฐมรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่เข้าใจระบบปัญญามากที่สุด จึงอยู่ในฐานะที่จะเลือกความคิดที่ดีๆ ที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มคลังสมอง ไปสู่การปฏิบัติของรัฐบาล
โดยที่สกสว. เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ จึงเป็นฐานให้กลไกของปัญญาใหม่ๆ งอกออกมาได้ กลุ่มคลังสมองสามารถถักทอเป็นเครือข่ายคลังสมองได้ หากกระบวนการทางปัญญาพัฒนาประเทศไทยมีโอกาสได้ดำเนินไปชั่วระยะเวลาพอสมควร โดยดึงองค์กรต่างๆ และสาธารณะเข้าร่วม จะเกิดวัฒนธรรมทางปัญญาขึ้นในสังคมไทย เมื่อเป็นวัฒนธรรมแล้วก็จะมี

ความยั่งยืน และโดยที่กระบวนการทางปัญญาเป็นกระบวนการแห่งความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับธรรมะ ธรรมะในความหมายหนึ่งคือกระแสของความเป็นเหตุเป็นผล มีความเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่แบ่งเป็นข้างเป็นขั้วฉะนั้นเมื่อกระบวนการทางปัญญาเติบโตขึ้นในสังคมไทย ก็จะลดความเป็นข้างเป็นขั้ว ทำให้ประเทศดำเนินไปบนเส้นทางสันติมากขึ้นๆ และการพัฒนาสัมฤทธิผล เพราะไม่ว่าการใดๆต้องใช้ปัญญา

ทั้ง ๘ ภาคส่วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบปัญญาได้พอสมควรแก่การขับเคลื่อน ซึ่งเมื่อดำเนินไปครบวงจรก็จะเพิ่มเติมขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ

แทก
แสดงเพิ่มเติม

บทความใกล้เคียง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
Close