นิเวศทางปัญญาของมหาชน (3) - อาสาไทยยืนยัน เว็บสารคดีข่าวเชิงลึกและไลฟ์สไตล์
ตกผลึก กับ นพ.ประเวศ วะสี

นิเวศทางปัญญาของมหาชน (3)

อุดมศึกษาจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้อย่างไร

ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มีนิสิต นักศึกษา รวมกันกว่า ๑ ล้านคน ประกอบด้วย ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ อีกหลายแสนคน ทั้งหมดรวมกันเป็นขุมพลังทางปัญญา เช่นนี้จะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้อย่างไร “สอนหนังสือไปเรื่อยๆ อย่างเคย” นั้นคือความคุ้นชิน หรือที่เรียกว่า mindset ของมหาวิทยาลัย ความจริงมหาวิทยาลัยมีศักยภาพในตัวเองอย่างมหาศาล แต่โลกทัศน์วิธีคิดจิตสำนึก ที่รวมเรียกว่า mindset หรือวิธีคิดว่าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือการ “สอนหนังสือ” หรือถ่ายทอดวิชา ทำให้ไม่เห็นศักยภาพอันมหาศาลในตัวเอง จักต้องหาวิธีจุดชนวนให้มีการระเบิดพลังศักยภาพออกมาจากภายใน ประดุจการจุดชนวนให้พลังนิวเคลียร์ที่ซ่อนอยู่ภายในระเบิดออกมา กระทรวงอุดมศึกษาฯ ควรตั้งศูนย์จุดชนวนที่ว่านี้ อาจเรียกว่า “ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพสถาบันอุดมศึกษา” ประกอบด้วยผู้รู้การจุดชนวนที่ว่านี้ กระบวนการจุดชนวนระเบิดพลังศักยภาพสถาบันอุดมศึกษา อาจประกอบด้วยขั้นตอน ดังต่อไปนี้

I. สร้างความฝันใหญ่ (Big Dream) ประเทศไทย
ประชาคมมหาวิทยาลัยเข้ากระบวนการสร้างความฝันใหญ่ หรือจินตนาการถึงประเทศไทยที่ดีที่สุดว่าเป็นอย่างไร จินตนาการยิ่งใหญ่ยิ่งมีพลังมาก
II. การสัมผัสข้อมูลและสถานการณ์ความเป็นจริงของประเทศไทย
การรู้ข้อมูลทำให้เกิดความคิด การคิดโดยไม่มีข้อมูลนั้นคิดไม่ออก อาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเอาความรู้หรือเทคนิคที่ตัวมีเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้สัมผัสความเป็นจริงของประเทศไทย จึงคิดไม่ออกว่าจะใช้ศักยภาพที่ตนมีไปทำอะไรได้บ้าง ฉะนั้นควรจัดให้ประชาคมมหาวิทยาลัยสัมผัสกับข้อมูลความเป็นจริงของประเทศไทย ซึ่งรวมทั้งใครหรือองค์กรใด กำลังทำอะไรกันอยู่บ้าง รวมทั้งสถานการณ์ของโลกด้วย ในลักษณะที่เข้าใจง่ายและเร้าใจ เช่น ทำเป็นภาพยนต์ดีๆ การสัมผัสข้อมูลความเป็นจริงจะทำให้คิดออก และคิดใหญ่ได้
III. การคิดใหญ่เพื่อประเทศไทย
ตามปรกติอาจารย์และนักวิชาการจะคิดเล็ก หรือคิดเชิงเทคนิคหรือที่เรียกว่า technic-driven คือใครมีเทคนิคอะไรก็เอาเทคนิคนั้นเป็นตัวตั้ง แต่ขาดความคิดเชิงระบบ เช่น ไม่ตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรสิ่งที่เรารู้ว่าดีจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล” คำถามนี้จะมีค่ามาก เพราะการตอบคำถามนี้ จะต้องคิดเชิงระบบ การคิดเชิงระบบจะพามหาวิทยาลัยไปไกลแสนไกล
แต่หลังจากผ่านกระบวนการสร้างความฝันใหญ่ และสัมผัสความเป็นจริงของประเทศไทยมาแล้ว ประชาคมจะมองออกว่ามหาวิทาลัยจะทำอะไรเพื่อประเทศไทย เพื่อบรรลุความฝันใหญ่ได้บ้าง เช่น
(๑) มหาวิทยาลัยกับการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ ๑ จังหวัดควรมีมหาวิทยาลัย ๑ แห่งทำงานกับพื้นที่ ๑ จังหวัด ที่เรียกว่า “๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด”๑ จังหวัด โดยเฉลี่ยมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน มหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมเรียนรู้และพัฒนากับองค์กรชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการพัฒนา ๘ ด้าน เชื่อมโยงกันคือ

“เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม –วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย”


“กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง” เพื่อบรรลุการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ทั้งจังหวัด เป็นกระบวนการทางปัญญาขนาดใหญ่มหาศาล และเมื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง ๘ ด้าน เป็นผลสัมฤทธิ์ จะเกิดสังคมศานติสุขประดุจสวรรค์บนดิน และถ้าทุกมหาวิทยาลัยทำทุกจังหวัดทำสวรรค์บนดินก็จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ และมวลปัญญาของมหาชนที่เกี่ยวข้องนั้นใหญ่มหาศาล คลอบคลุมทั่งประเทศ เป็นฐานที่ยกระดับศักยภาพของคนไทย และประเทศไทยให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
(๒) กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของชาติ กระบวนทัศน์เก่าทางการศึกษาทำให้ชาติอ่อนแอ ชุดความคิดเก่าได้แก่ “การศึกษาคือการท่องวิชา” ทำให้สร้างคนไทยที่อ่อนแอ หยิบโหย่ง ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ คิดใม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น จัดการไม่เป็น
การศึกษาต้องนำไปสู่การสร้างคนไทยที่ขยันขันแข็ง ทำงานเป็น อดทน รับผิดชอบ คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็น จัดการเป็น

การที่จะเกิดผลอย่างหลังต้องเปลี่ยนตัวตั้งในการเรียนรู้ จากการเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เป็นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ธรรมชาติของชีวิตต้องเรียนรู้ให้ทำเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็น จัดการเป็น และพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ต้องช่วยให้กระบวนการชีวิตดังกล่าวดีที่สุดเท่าที่จะดีได้
กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาคือ การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เพื่อความเข้มแข็งของคนไทยทุกคน และยกระดับสมรรถนะของชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญญา มหาวิทยาลัยอาจจัดระบบการเรียนรู้เป็น ๔ ระบบ เป็นภาพ ๔ วง ที่ซ้อนกันเป็นบางส่วน ดังข้างล่าง ดังนี้
วงที่ ๑ ระบบการเรียนรู้เพื่อวิถีชีวิตชุมชน
วงที่ ๒ ระบบการเรียนรู้ในการทำงาน (Work-based learning)
วงที ๓ ระบบการเรียนรู้เพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ
วงที่ ๔ นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์

อาสาไทยยืนยัน Thai Reference นิเวศทางปัญญาของมหาชน (3)

วงที่ ๑ ระบบการเรียนรู้ในวิถีชีวิตชุมชน เป็นวงใหญ่ที่สุดได้แก่ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ในการพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๓ และมหาวิทยาลัยเข้าร่วมในพื้นที่ ๑ จังหวัด (๑ มหาวิทยาลัย : ๑ จังหวัด) เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดและของประชากรจำนวนมากที่สุด และเพื่อความเข้มแข็งของฐานประเทศ 
วงที่ ๒ ระบบการเรียนรู้ในการทำงาน (Work-based learning) มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการและองค์กรอาชีพอื่นๆ จัดให้ผู้เรียนทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย โดยมีงานทำและมีรายได้ไปด้วย โดยจัดการเรียนรู้ให้สนับสนุนให้ผู้ฝึกงานทำงานได้ดีขึ้น วิธีนี้จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ทำงานเป็น อดทน รับผิดชอบ คิดเป็น จัดการเป็น ปัองกันการไม่มีงานทำ พัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และพัฒนาวิชาการให้ปรับตัวได้ทันตามสภาพงานและการเปลี่ยนแปลง วงการศึกษานี้จะใหญ่เป็นที่ ๒
วงที่ ๓ ระบบการเรียนรู้เพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ ระบบการศึกษาในปัจจุบันทำให้เราเสมือนต้องการสร้างบัณฑิตทุกคนให้เป็นนักวิชาการซึ่งทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ไม่ควรทำ ทำให้วิชาการของประเทศอ่อนแอ ในกระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษา ระบบการศึกษาวงที่ ๑ กับวงที่ ๒ จะเกี่ยวคนส่วนใหญ่เข้าไปใน ๒ ระบบนั้น เหลือคนส่วนน้อยที่เหมาะและต้องการเป็นนักวิชาการที่เก่งกล้า มหาวิทยาลัยสามารถทุ่มเทคนจำนวนน้อยนี้อย่างสุดๆ เพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ
วงที่ ๔ นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ ถ้ามีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี กระทรวงอุดมศึกษาฯ ควรมีนโยบายให้แต่ละมหาวิทยาลัย สร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลก มหาวิทยาลัยละประมาณ ๑๐๐ คน โดยมาจากคณะ และสถาบันต่างๆ ไม่ใช่จากคณะศึกษาศาสตร์เท่านั้น เพราะการเรียนรู้ที่ดีเป็นหัวใจของทุกคณะและสถาบัน ปัจจุบันการค้นคว้าหาความรู้จากทั่วโลก ทำได้ไม่ยาก ทุกมหาวิทยาลัยควรจะค้นคว้าอย่างที่เรียกว่า จนสิ้นดินฟ้ามหาสมุทร ว่า การเรียรู้ที่ดีที่สุดจะพัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์นั้นคืออย่างไร ผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลก มหาวิทยาลัยละ ๑๐๐ คน นอกจากเป็นพลังในการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ยังสามารถจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมพัฒนาศักยภาพคนไทย เพื่อพัฒนาคนไทยจำนวนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาศักยภาพอย่างสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลกจากทุกมหาวิทยาลัยรวมกันประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน จะเป็นพลังยกระดับสมรรถนะของคนไทยและของชาติ 
ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ระดับโลก ๑๐,๐๐๐ คน การที่จะสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสูงสัก ๑ ล้านคน ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ประเทศไทยมีทรัพยากรและมีโอกาสพัฒนาทั้งเรื่องในประเทศและระหว่างประเทส เพราะเราไม่มีคนไทยที่มีศักยภาพสูง อันเป็นผลมาจากภูมิประเทศ + ระบบราชการ+ระบบการศึกษาบนกระบวนทัศน์ที่ผิดพลาด ฉะนั้นถ้าเราสามารถสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสูงให้ได้ ๑ ล้านคน หรือแม้แต่ ๕๐๐,๐๐๐ คน ย่อมเป็นเครื่องมือที่จะไปพัฒนาประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด
(๓) วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีในการพัฒนาความเข้มแข็งของพื้นที่และของภาคอุตสาหกรรม
๑ มหาวิทยาลัย : ๑จังหวัด จะทำให้มหาวิทยาลัยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยเพิ่มความเข้มแข็งของการพัฒนาในพื้นที่ และกระตุ้นให้มีการพัฒนาวิชาการทุกแขนงด้วย

มหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรจะร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ และต้องสามารถแก้ปัญหาการขาดดุลทางเทคโนโลยีให้ได้ ในการนี้จะกระตุ้นให้วิทยาศาสตร์พื้นฐานเข้มแข็งขึ้นด้วย เพราะเทคโนโลยียากๆ จะทำไม่ได้ ถ้าขาดความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน


(๔) การสังเคราะห์และขับเคลี่อนนโยบายสาธารณะนโยบายสาธารณะเป็นการรวบยอดทางปัญญาของประเทศว่าจะตัดสินใจดำเนินประเทศไปในทิศทางใด จะทำหรือไม่ทำอะไร และทำอย่างไร นโยบายสาธารณะจึงเป็นเรื่องที่ผลกระทบทุกอณูของสังคมทั้งในทางดีหรือทางร้าย ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกือบไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพราะติดอยู่กับการทำงานที่เรียกว่า technic-driven แต่ขาดความคิดเชิงระบบ ถ้ามหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ต้องจัดการตัวเองให้สามารถสังเคราะห์นโยบายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้

IV การพัฒนาระบบและความเป็นองค์กรของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยควรมีพลังสร้างสรรค์มหาศาล แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น
มหาวิทยาลัยควรเป็นดินแดนแห่งความสุข แต่ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะขาดความคิดเชิงระบบและการจัดการ คิดแต่ว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล จึงทะเลาะกันสูงและขาดความสุข แท้ที่จริงระบบโครงสร้างและการจัดการมีผลอย่างสำคัญต่อพฤติกรรมของบุคคล เมื่อไม่สนใจประเด็นนี้ มหาวิทยาลัยจึงมีปัญหาเรื้อรังเรื่อยมา “เรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ” ซึ่งพยายามกันมาถึงครึ่งศตวรรษ เท่านั้นไม่เพียงพอแต่ต้องการพัฒนาระบบและความเป็นองค์กร
การขาดความเป็นระบบและความเป็นองค์กร ทำให้เกิดความติดขัดและด้อยสมรรถนะ ถ้าเปรียบกับระบบรถยนต์ ซึ่งมีองค์ประกอบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ส่วน ถ้าองค์ประกอบเหล่านี้ถูกต้องอยู่ในที่ทางที่ถูกต้อง และสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ก็เป็นระบบที่สมบูรณ์ เกิดความเป็นรถยนต์ที่วิ่งไปสู่เป้าหมายอย่างราบรื่น โดยผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสุข แต่ถ้าไม่เป็นระบบก็จะติดขัดหรือรถวิ่งไม่ได้
มหาวิทยาลัยขาดความเป็นระบบที่สมบูรณ์ ทำให้ขลุกขลักขัดข้อง ลำบาก และขาดพลังสร้างสรรค์ที่ควร เช่น สภามหาวิทยาลัยยังไม่สามารถใช้ผู้ทรงคุณวุฒิให้คุ้มค่า สภามหาวิทยาลัยโดยทั่วไปก็ยังไม่สามารถมีวิสัยทัศน์และนโยบายใหญ่เพื่อประเทศ ที่จะนำผู้บริหารซึ่งควรมีปฏิสัมพันธ์สองทางกับสภามหาวิทยาลัย เพื่อสร้างนโยบายซึ่งเป็นทิศทางใหญ่ อันผู้บริหารจะนำไปแปลเป็นยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติต่อไป
คณะและสถาบันต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ยังขาดความเป็นองค์กร คงเป็นที่รวมของอาจารย์และนักวิชาการที่มีศาสตร์หรือเทคนิคของตนๆ ต่างๆ กันไป แต่ขาดพฤติกรรมองค์กร
ถ้ามีความเป็นองค์กร สมาชิกทั้งหมดในองค์กรจะต้องมีกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมขององค์กร การมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมจะทำให้เกิดความร่วมมือกันแปลงวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมไปเป็นยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติ อาจารย์เกือบทั้งหมดจะคิดเชิงเทคนิค (ของตนๆ) แต่คิดเชิงยุทธศาสตร์และทำแผนปฏิบัติไม่เป็น ซึ่งเป็นเรื่องของระบบและการจัดการ
ถ้าอาจารย์และนักวิชาการทุกคณะสถาบัน นอกจากมีความรู้เชิงเทคนิคแล้ว มีสมรรถนะเชิงระบบด้วย คือ สามารถคิดและมีทักษะเชิงระบบ เช่น สร้างนโยบายร่วมกัน ทำยุทธศาสตร์ ทำแผนปฏิบัติเป็น คนทั้งหมดจะรักกันมาก มีความสุขความสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยจะมีพลังสร้างสรรค์อย่างมหาศาล เมื่อ นโยบาย – ยุทธศาสตร์- แผนปฏิบัติ- การปฏิบัติ- การสนับสนุนการปฏิบัติ- การประเมินผลการปฏิบัติ- การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันเป็นระบบที่มีพลวัตที่หมุนวนปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในแต่ละรอบที่หมุนวน แต่ละเรื่องก็ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ
นี้คือโดยสังเขปของความเป็นระบบและความเป็นองค์กร แต่ที่กล่าวมานี้อาจารย์จะทำไม่เป็น เพราะอาจารย์เติบโตมาจากความรู้ทางเทคนิคเป็นเรื่องๆ ไม่เข้าใจระบบ โครงสร้าง และการจัดการ
เพราะฉะนั้นจึงต้องการตัวช่วยตัวช่วยคือ
(๑) กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องมีนโยบายให้มหาวิทยาลัยปฏิรูประบบการบริหารจัดการและพัฒนาความเป็นองค์กร และมีศูนย์ส่งเสริมศักยภาพของมหาวิทยาลัยคอยช่วย
(๒) มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีสถาบันพัฒนาองค์กรที่มีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาความเป็นองค์กร ไปช่วยคณะและสถาบันต่างๆ พัฒนาความเป็นองค์กร

การพัฒนาระบบและความเป็นองค์กรของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง จะเป็นการสร้างพลังทางปัญญาอย่างมหาศาลให้ประเทศ

V คลังสมองมหาวิทยาลัย (University Think Tank)
สภามหาวิทยาลัยเป็นคลังสมองได้เป็นบางส่วน แต่ด้วยองค์ประกอบความเป็นองค์กรอำนาจหน้าที่ในการบริหาร และการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ทำให้ไม่มีอิสระที่จะเป็นคลังสมองได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรมีองค์คณะอีกคณะหนึ่งที่ปลอดการเมืองของมหาวิทยาลัย ปลอดอำนาจ และรูปแบบพิธีกรรมใดๆ เป็นกลุ่มนักคิดที่ดีที่สุดที่มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ สามารถหามาได้ ทำหน้าที่คิดเรื่องที่สำคัญๆ อันสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารสามารถเลือกรับมาพัฒนาเป็นนโยบายได้ คลังสมองของมหาวิทยาลัยจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวเชิงอำนาจใดๆ ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจึงอยู่ในฐานะจะได้กำไรฟรีๆ จากการมีคลังสมอง และถ้ามหาวิทยาลัยทั้งหมดกว่า ๑๐๐ แห่ง ต่างมีคลังสมองของตน ก็เท่ากับว่าประเทศไทยที่ดำเนินมาโดยเกือบไม่มีสำนักคิดเลย มีคลังสมองเพิ่มขึ้นมา ๑๐๐ กว่าแห่ง และถ้าเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับคลังสมองทางปัญญากลางที่ สกสว. ดังกล่าวในมรรคที่ ๘ ก็จะเกิดเป็นเครือข่ายสำนักคิดที่ค่อนข้างใหญ่ เพิ่มพลังทางปัญญาให้ประเทศได้อย่างมหาศาล

แทก
แสดงเพิ่มเติม

บทความใกล้เคียง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
Close