นิเวศทางปัญญาของมหาชน (2) – Thai Reference : อาสาไทยยืนยัน
ตกผลึก กับ นพ.ประเวศ วะสี

นิเวศทางปัญญาของมหาชน (2)

เครือข่ายปัญญามหาชนพัฒนาพื้นที่จังหวัดอย่างบูรณาการทั้ง๗๗จังหวัด (สร้างสวรรค์บนดิน)

การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้เพราะกรมตั้งขึ้นแยกเป็นเรื่องๆเช่น กรมดิน กรมน้ำ กรมต้นไม้ กรมข้าว ฯลฯ จึงพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอถึงเวลาต้องพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง
หลายสิบปีที่ผ่านมาองค์กรต่างๆหลายองค์กรมีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการและเกิดผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่ดีๆและเก่งหลายแสนคน มีตัวอย่างดีๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น หลายตำบลอะไรที่ว่าดีเขาทำหมดทุกอย่าง รวมทั้งดูแลผู้สูงอายุหมดทุกคนหลายชุมชนถือว่าการทำความดีเป็นเครดิตใช้กู้เงินจากสถาบันการเงินของชุมชนได้บางชุมชนมีธนาคารแห่งความดีถ้าลองว่าการทำความดีเป็นเครดิตการทำความดีก็จะระบาดมากขึ้น นี้เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมทางสังคมบางชุมชนมีสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบลซึ่งมีเงินหมุนเวียนถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาทในหนึ่งตำบลสถาบันการเงินของชุมชนเป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของชุมชนที่ทำให้ชุมชนมีศักยภาพในการจัดการเรื่องต่างๆได้ดีและเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าชุมชนใดที่สามารถขับเคลื่อนการบูรณาการ ทั้ง ๘ องค์ประกอบอย่างเชื่อมโยงกันคือ “เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย” จะเกิดสังคมศานติสุขประดุจสวรรค์บนดิน ฉะนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้การพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ เป็นระเบียบวาระของชาติเพื่อสร้างสวรรค์บนดินให้เต็มพื้นที่ประเทศ

พื้นที่หมายถึง ๗จังหวัด ๘๐๐ อำเภอ ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน

แต่ละหน่วยของการพัฒนาอย่างบูรณาการคือหมู่บ้านตำบลอำเภอและจังหวัดล้วนต้องการกลไกและกระบวนการทางปัญญา ขอยกตัวอย่างกระบวนการชุมชนในแต่ละหมู่บ้านดังต่อไปนี้

  1. สภาผู้นำชุมชน ในแต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนจะมีผู้นำตามธรรมชาติอยู่ประมาณ ๔๐-๕๐ คนเช่นผู้นำกลุ่มอาชีพ ผู้นำกลุ่มสตรีผู้นำกองทุน ครู พระ ศิลปินปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเหล่านี้ก่อตัวเป็นสภาผู้นำชุมชนซึ่งเป็นองค์กรชุมชนหรือองค์กรการจัดการของชุมชน
  2. สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชนทุกด้าน นี้จะถือเป็นการวิจัยชุมชนก็ได้ เพราะจะทำให้เกิดข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับชุมชน ข้อมูลทำให้คิดออก
  3. ทำแผนชุมชน จากข้อมูลชุมชนทำแผนชุมชนนี้คือ กระบวนการคิดโดยชุมชน มีผลออกมาเป็นแผน ซึ่งอาจถือเป็นผลงานทางปัญญาเพื่อการพัฒนาชุมชน แผนชุมชนมักจะเป็นแผนการพัฒนาอย่างบูรณาการ
  4. เสนอแผนต่อสภาประชาชนนี้เป็นการเอาปัญญามาเป็นประชาธิปไตย ชุมชนมีขนาดเล็ก มีประชากรเพียง ๕๐๐ – ๑,๐๐๐ คน คนทั้งหมดสามารถมาประชุมและร่วมตัดสินใจ เป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง สภาประชาชนหรือสภาชุมชนพิจารณาแผนตัดทอน ดัดแปลง เพิ่มเติม ตามที่เห็นร่วมกัน ในที่สุดสภาประชาชนรับรองแผนชุมชน
  5. คนทั้งชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนชุมชนเมื่อคนทั้งชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนชุมชน จึงเข้าใจและอยู่ในฐานะจะขับเคลื่อนได้
  6. เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการเมื่อขับเคลื่อนไปทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ดีขึ้นเป็นลำดับๆ และองค์ประกอบต่างๆ ของการพัฒนาทั้ง ๘ ด้าน ก็เชื่อมโยงกันมากขึ้นๆ เป็นภาพของการพัฒนาอย่างบูรณาการ คือ

เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย

ทุกเรื่องสามารถตั้งเป้าหมายได้ เช่น ทางเศรษฐกิจมีเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ และมีสถาบันการเงินของชุมชน สถาบันการเงินของชุมชนเป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของชุมชน ที่เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งด้านต่างๆ เช่น ในการจัดการทางการเงิน การฝึกอาชีพ การลงทุน สวัสดิการชุมชน วิสาหกิจชุมชน มีตัวอย่างความสำเร็จที่สถาบันการเงินชุมชนระดับตำบลมีเงินหมุนเวียนถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาทต่อตำบล สถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบลเช่นนี้ ถ้ามีขึ้นทุกตำบล และโดยทำนองเดียวกันสำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเมืองด้วย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของคนจนและทำให้หายจน

กระบวนการชุมชนดังกล่าวข้างต้นใช้สำหรับตำบลได้ด้วย ถ้าเข้าใจองค์กรต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมและสนับสนุนกระบวนการทางปัญญาของชุมชนท้องถิ่นได้ทั้งสิ้น และหลายองค์กรก็กำลังทำอยู่แล้วหรือเคยทำ เช่น พอช. สสส. ธกส. สวทช. สกสว. มหาวิทยาลัยบางแห่ง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมพัฒนาชุมชน กองทุนต่างๆ ฯลฯ
ข้อเสนอแนะ

  1. องค์กรต่างๆ รวมตัวกันเป็น “ภาคีส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการของชุมชนท้องถิ่น” ประกอบด้วย พอช. สสส. ธกส. สวทช. สกสว.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยในนโยบาย ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ซึ่งรวมถึงการวิจัยและจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นทั้งแผ่นดิน และองค์กรที่สนับสนุน จะเป็นกระบวนการทางปัญญาของมหาชนที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้ฐานของประเทศแข็งแรงมั่นคง และเป็นพื้นฐานให้พัฒนาทางปัญญาอื่นๆ เพิ่มขึ้น การมีศูนย์ประสานงานภาคีส่งเสริมฯดังกล่าวข้างต้น ที่คล่องตัวและมีศักยภาพในการจัดการสูง คือกุญแจของความสำเร็จ
  2. ภาคีส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการของชุมชนท้องถิ่นร่วมกันสร้าง ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้นำ ผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆ มีจำนวนมาก และผู้นำในองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้นำ ทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพผู้นำเหล่านี้ให้ดีที่สุด จะเป็นการสร้างผู้นำกระบวนการทางปัญญาพัฒนาชาติขึ้นมาอย่างมหาศาล ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้นำต้องอยู่ในฐานะที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดีที่สุดจากทั่วโลก และนำมาวิจัยและพัฒนาให้ดีกว่าเขาอย่างต่อเนื่อง
  3. กระทรวงอุดมศึกษาฯควรมีนโยบายให้มีอย่างน้อย ๑ มหาวิทยาลัย รับผิดชอบพื้นที่ ๑ จังหวัด ที่เรียกว่า “นโยบาย ๑ มหาวิทยาลัย : ๑ จังหวัด” เพื่อปรับบทบาทมหาวิทยาลัยให้เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือเอาสังคมเป็นตัวตั้ง โดยเรียนรู้จากกการปฏิบัติจริงให้เกิดผลจากการปฏิบัติจริง วิธีนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้แก่ทั้งพื้นที่และแก่มหาวิทยาลัยอย่างสัมพันธ์กันไป มหาวิทยาลัยจะสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่และพัฒนาให้ยิ่งๆ ขึ้น ประสบการณ์จากพื้นที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจและสามารถพัฒนานโยบายสาธารณะได้
  4. ระบบข้อมูลทางภูมิปัญญาของประเทศเพื่อความต่อเนื่องทางปัญญา(Continuity of wisdom) ความต่อเนื่องทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ แต่ในระบบการเมืองและระบบราชการ ความจำสั้นหรือขาดความต่อเนื่องทางปัญญา ทำให้ประเทศเสียหายหรือขาดประโยชน์ที่ควรได้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวไกล จะไม่มีปัญญาที่ติดแผ่นดิน หรือภูมิปัญญาซึ่งหมายถึงปัญญาในวิถีชีวิตร่วมกันที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ที่อยู่ในการปฏิบัติและถ่ายทอดต่อๆกันมา จะขอยกตัวอย่างเพียง ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ เรื่อง กัญชา ซึ่งอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้านมานาน ผ่านการลองใช้และการเอามาทำป็นยา ซึ่งอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้านมานาน ผ่านการทดลองใช้และการเอามาทำเป็นยา ชาวบ้านรู้คุณ รู้โทษ รู้จักใช้ รัฐราชการขาดความรู้ในภูมิปัญญา ตัดตอนความรู้มาจากต่างประเทศ ไม่ได้ต่อยอดความรู้จากฐานภูมิปัญญาไทย ออกบัญญัติว่ากัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทำให้ต้องซื้อยาจากต่างประเทศด้วยราคาแพง มาใช้แทนที่ยาจากกัญชา ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสและเสียหายจากการพัฒนาต่อยอดประโยชน์ของกัญชาไทยทางการแพทย์และเศรษฐกิจ ความเสียหายโดยรวมนั้นมหาศาลยิ่งนัก เพราะการขาดความจำในภูมิปัญญาไทย

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่อง “สระน้ำประจำครอบครัว” จากประสบการณ์ของชาวบ้าน ถ้าครอบครัวใดมีสระน้ำประจำครอบครัวที่เก็บน้ำได้ตลอดปีจะหายจน เพราะสามารถเลี้ยงปลา ปลูกผัก ปลูกผลไม้ ปลูกไม้ยืนต้น เลี้ยงไก่ ขี้ไก่เป็นอาหารปลา น้ำเลี้ยงปลาเป็นปุ๋ยต้นไม้ ธรรมชาติเชื่อมโยงสมดุลเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและเศรษฐกิจ ถ้ามีนโยบายส่งเสริมสระน้ำประจำครอบครัวทั่วประเทศ จะมีผลกระทบอย่างมหาศาล ทางเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และสังคม แต่รัฐก็ไม่มีความทรงจำเช่นนี้

เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง นิสิตกว่า ๑ ล้านคน ถ้ามหาวิทยาลัยเป็น People-oriented universities สนใจและเห็นคุณค่าความริเริ่มดีๆ ของชาวบ้าน สนับสนุนและพัฒนาต่อยอด แผ่นดินจะมีพลังทางปัญญาสักเพียงใด

กระทรวงอุดมศึกษาฯ ควรพัฒนาระบบข้อมูลทางภูมิปัญญาจากพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งทำ Human mapping คือสำรวจความรู้ ความชำนาญในตัวคนไทยทุกคนทั่วประเทศ กระบวนการและข้อมูลนี้จะสร้างนิเวศทางปัญญาของมหาชนอย่างมหาศาล และยกระดับศักดิ์ศรีและศักยภาพของคนทั้งปวง

แทก
แสดงเพิ่มเติม

บทความใกล้เคียง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button
Close