นนทบุรี ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายคดีหลอกลงทุนขุด และเทรดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี

10

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการชักชวนหลอกลวงให้ลงทุนออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเป็นภัยออนไลน์ที่ได้สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นอันดับ 1

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท.. พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศรองเลขาธิการ ปปง.. พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษฆ์ รอง ผบช.สอท.. พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบซ.สอท..พล.ต.ต.มนเทียร พันธ์อิ่ม รอง ผบช.สอท.. พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผบก.สอท.1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวกรณีการทลายเครือข่ายหลอกลงทุน P Miner ตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อประมาณเดือน ม.ค.65 ผู้ต้องหากับพวก ได้ร่วมกันโฆษณาชักชวนหลอกลวงประชาชนทั่วไปผ่านเฟซบุ๊ก และกลุ่มไลน์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ให้สมัครเป็นสมาชิก และร่วมลงทุนขุดเหรียญ และเทรดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ตามโครงการต่างๆ มากกว่า 30 โครงการ ยกตัวอย่างเช่น ลงทุนทำระบบ ETH, ลงทุนทำระบบ 3m, โปรเจคยินดีต้อนรับ, Go to laos เป็นต้น โดยแต่ละโครงการจะมีจำนวนเงินการลงทุน และได้รับผลกำไรที่แตกต่างกัน เช่น หากลงทุน 50,000 บาท จะได้รับการคืนทุน 5 ครั้ง ทุกวันที่ 6 ของเดือน โดยแบ่งเป็นงวดๆ ละ 8,000 บาท 13,000 บาท 16,000 บาท 20,000 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 80,000 บาท บางโครงการอ้างว่าได้กำไรมากถึงร้อยละ 82 ต่อเดือน หรือได้กำไรร้อยละ 1,000 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายจะพึงจ่ายได้)

จากนั้นเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว ก็จะได้รับหนังสือสัญญาการลงทุน ซึ่งในสัญญาจะระบุรายละเขียดเกี่ยวกับการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อโครงการที่ลงทุน จำนวนเงินที่ลงทุน ระยะเวลาที่ลงทุน จำนวน ครั้งและจำนวนผลตอบแทนที่จะได้วับเงินกลับมา เพื่อสร้างความนำาเชื่อถือว่ามีการลงทุนจริง ทั้งนี้ในช่วงแรกๆของการเริ่มลงทุน ผู้เสียหายจะได้รับผลตอบแทนกลับมาบางส่วนจริง

ต่อมาเมื่อเดือน ส.ค.65 ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินปันผลจากการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ต้องหาอ้างเหตุขัดข้องต่างๆ และไม่สามารถติดต่อได้ในเวลาต่อมา ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวงจึงมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายปัจจุบันมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ thaipoliceonline.com แล้วกว่า 341ราย ความเสียหายรวมกว่า 439 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีผู้เสียหายบางส่วนเข้าแจ้งความกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) อีกส่วนหนึ่งด้วย (ประมาณ 500 ราย)

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวน และรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ในข้อหา1.ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

2.ร่วมกันโฆษณา หรือประกาศให้ปรากฎต่อประซาชน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฎแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงิน ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอัน เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 (มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 10 ปี ปรับตั้งแต่500,000 บาท – 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่)

3.ร่วมกัน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) (มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ทำการเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ ตรวจยึดของกลางที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดหลายรายการ ทั้งนี้ การปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาซญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)ยังคงมุ่งเน้นที่จะดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม คำนึงถึงความเดือดร้อน และการอำนวยความยุติธรรมของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญต่อไป

ภาพ/ข่าว ฉัตรมงคล สิงห์โต จ.นนทบุรี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here