นนทบุรี คืบหน้า 2 พี่น้องขายของเก่าเข้าพบนายอำเภอหลังถูกทวงเงิน2 แสนจากกองทุนทั้งที่ไม่ได้กู้ยืม

4

นางบุญส่ง บุญกระสินธุ์ อายุ 79 ปี และนางละมัย นพสกุล อายุ 67 ปี สองพี่น้องซึ่งมีอาชีพเก็บของเก่าขาย ได้รับหนังสือทวงหนี้เงินกู้ยืม จากกองทุนพัฒนาสตรี อ.บางใหญ่ เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตนกับน้องสาวตกใจเป็นอย่างมาก เพราะตนกับน้องมีอาชีพเก็บของเก่าขายประทังชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือคนชราคนละ 600 บาทต่อเดือน ไม่เคยไปเซ็นกู้หนี้ยืมสินกับใครมาก่อน แต่จู่ ๆ กลับมีหนังสือจากอ.บางใหญ่มาทวงเงินถึง 2 แสนบาท ทั้งที่ตนกับน้องสาวไม่เคยกู้ไม่เคยทำธุรกรรมที่ไหนมาก่อน ทำให้ตนกับน้องสาวถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไปแจ้งความไว้ที่สภ.บางแม่นาง หลังจากได้รับหนังสือทวงหนี้มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว   ด้านนายอำพรชัย วิชิตพรชัย พัฒนาการอำเภอบางใหญ่ ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อประมาณปี 2557 มีการจัดตั้งโครงการกลุ่มอาชีพแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยสมาชิกได้รวมกลุ่มกันจำนวน 5 คน เพื่อขอกู้เงินจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในกระบวนการพิจารณาโครงการนั้น จะมีคณะกรรมการของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตำบลบางใหญ่ ให้ความเห็นชอบโครงการ จากนั้นส่งไปให้คณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดนนทบุรี เป็นผู้อนุมัติ โดยมีเงื่อนไขระยะเวลาชำระหนี้ภายในวันที่ 1 เมษายน 2557 และจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2559  ซึ่งที่ผ่านมา ทางสมาชิกของโครงการดังกล่าว มีการชำระหนี้อยู่ประมาณ 2 งวด เป็นเงินประมาณ 15,000 บาท  และหลังจากนั้น นางสาวณัชชา วิศุทธิวงค์ เป็นตัวแทนผู้เสนอโครงการ มีการทยอยชำระหนี้อยู่บ้าง ทำให้ยังคงเหลืออยู่อีกประมาณ 1.7 แสน ไม่รวมดอกเบี้ย ที่ผ่านมามีประสานให้สมาชิกเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากการชำระเงินไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกองทุน  กระทั่ง เดือนพฤษภาคม 2563 ทางอำเภอบางใหญ่ โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางใหญ่ ส่งหนังสือให้สมาชิกโครงการทราบ เพื่อแจ้งชำระหนี้คงค้างของกองทุน ซึ่งมีนางสาวณัชชา เข้ามาพูดคุยพร้อมกับเซ็นเอกสารกับทางสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางใหญ่ ซึ่งเป็นเอกสารยินยอมที่จะชำระหนี้แต่เพียงผู้เดียว โดยที่สมาชิกรายอื่นๆ อีกจำนวน 4 คน ไม่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วน นางละมัย นพสกุล หนึ่งในสมาชิกที่อ้างว่าถูกนำชื่อไปแอบอ้างนั้น ขอสบายใจได้ว่าไม่ต้องชำระหนี้ที่คงค้างอยู่แล้ว พร้อมกับแนะนำนางละมัย ว่าให้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าถูกปลอมแปลงเอกสารจริง เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ที่เป็นคนนำรายชื่อของนางละมัยไปแอบอ้าง

นางบุญส่ง กล่าวว่า หลังยื่นเรื่องให้นายอำเภอรู้สึกสบายใจขึ้นอยากให้นายอำเภอช่วยเหลือไม่ได้กินไม่ได้นอนมา 3-4 เดือน ยายไม่เคยไปเซ็นเอกสารให้ใครเลยนอกจากไปเทศบาลยื่นใบผู้สูงอายุแค่นั้นเอง ต้องขอบคุณนายอำเภอที่รับเรื่องให้ความเป็นธรรมจะรอฟังข่าวดีภายใน15 วัน

นายวิทยา ชพานนท์ นายอำเภอบางใหญ่ กล่าวว่า ข้อมูลเบื้องต้นเป็นเงินกองทุนพัฒนากลุ่มสตรีในพื้นที่ในส่วนของบางใหญ่ก็มีผู้กู้หลายราย ที่มีปัญหาซึ่งมี 33 กลุ่ม และมีรายนี้อยู่ด้วย แต่เพิ่งทราบจากข่าวนี่แหละว่านำชื่อยายละไมมากู้ร่วม และวันนี้ตนรับทราบข้อมูลแล้วยายไม่ต้องกังวล เดี๋ยวตนจะเรียกทั้ง 5 คนมารับทราบข้อมูล ทั้งคดีแพ่งว่ากันไป และคดีอาญาที่ทางราชการต้องรับผิดชอบตนก็จะรับผิดชอบ เรื่องแพ่งต้องไปฟ้องกันเอง ไม่ต้องกังวลนะ ไม่ต้องห่วง ตนยังไม่รับรองขอกรอกข้อมูลก่อนว่าใครทำผิดยังไง ลายเซ็นยายไปกู้ร่วมด้วยมั้ย หรือมีคนปลอมลายเซ็นมาเพราะมันกู้หลายครั้ง ทั้ง 5 คนที่ว่าก็เป็นสมาชิกกองทุนสตรี และชาวบ้านธรรมดาที่กู้เงินได้เพื่อเขาจะนำเงินไปใช้ อย่างรายนี้นำเงินไปลงทุนกล้วยฉาบที่กรอกข้อมูลไว้ ขอตรวจสอบก่อนเพราะเป็นโครงการตั้งแต่ปี 57 ซึ่งหลายปีมาแล้ว ตนขอดูข้อมูลเพิ่มเติมนิดนึงเพราะตนเคยเรียกคุณณัทชามาคุย แต่ยังไม่รู้ว่าเอกสารปลอมหรือไม่ และไม่รู้ว่าลายเซ็นยายจริงมั้ยหรือมีคนปลอมมา เดี๋ยวจะเรียกมาสอบถามข้อมูลอีกครั้ง คนที่จะกู้ก็แค่เป็นสมาชิกกองทุนก่อนเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้มาสร้างรายได้ สร้างอาชีพ มีหลักเกณฑ์ เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินทุนมากู้โครงการนี้ ซึ่งมีทั่วประเทศหมด มีคณะกรรมการระดับจังหวัดเซ็น ทางตัวพื้นที่ เทศบาล อบต. และกลุ่มสุภาพสตรีตำบล และมาผ่านนายอำเภอแค่ผ่านเรื่องมาใน ณ ขณะนั้น ที่ออกเอกสารแจ้งหนี้ไปเพราะมีรายชื่อในระบบ เดี๋ยวสอบดูข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ต้องห่วงเร็วๆนี้ จะดูว่าถ้าทางเขาเสียหายจริงก็ไปแจ้งตำรวจ ซึ่งก่อนหน้านี้ป้าเขาแค่ไปบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทางเจ้าหน้าที่ทางเทศบาลเป็นคนรับเรื่องมา ต้องสอบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเปล่า

ภาพ/ข่าว ฉัตรมงคล สิงห์โต จ.นนทบุรี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here