ชุมพร สวนลุงไข่ ผลิตกาแฟโรบัสตาอินทรีย์ในสวนผสม คว้ารางวัลสุดยอดกาแฟไทย ปี 2564

13

จังหวัดชุมพรถือเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสตาที่มากที่สุด และมีคุณภาพสูง เพราะเป็นพื้นที่ราบที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตร และมีอุณหภูมิตั้งแต่ 20-30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะกับการปลูกกาแฟโรบัสตา ทำให้ได้กาแฟที่มีความเข้มของรสชาติเป็นเอกลักษณ์

นายธนาสิทธิ์ สอนสุภา อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 6  ตำบลหินแก้ว อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อายุ 36 ปี ลูกชายของลุงไข่  เจ้าของกาแฟลุงไข่  ที่ได้คว้ารางวัลสุดยอดกาแฟไทย ปี 2564  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า  เดิมทีพ่อปลูกกาแฟมาตั้งแต่ปี 2502  เป็นสวนกาแฟดั้งเดิมในอำเภอท่าแซะ สายพันธุ์กาแฟของโครงการ กาแฟริมรั้ว  ที่ปลูกกาแฟมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่เดิมปลูกกาแฟในพื้นที่ 30 ไร่ แต่ต่อมาเจอช่วงราคารับซื้อกาแฟตกต่ำ จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่มาแบ่งปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันเหลือพื้นที่ปลูกกาแฟซึ่งเป็นกาแฟอินทรีย์จำนวน 10 ไร่ ที่ปลูกในรูปแบบสวนผสม ที่มีทั้งทุเรียน ลองกอง ขนุน เงาะ และต้นกาแฟอายุ 29-30 ปี แต่ปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นการปลูกกาแฟในสวนผสมระบบอินทรีย์ได้ 7 ปีแล้ว มีกาแฟประมาณ 750 ต้น โดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก เนื่องจากเป็นสวนผสม หน้าดินจึงยังค่อนข้างสมบูรณ์มาก บางช่วงอาจจะมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยที่หมักเองให้กับกาแฟบ้างในบางช่วง ส่วนโรคและแมลงนั้นก็ไม่ค่อยพบปัญหาอะไร

นายธนาสิทธิ์ ลูกชายของลุงไข่ ที่สานงานต่อในการทำให้กาแฟให้มีคุณภาพ และกาแฟที่เราสามารถกำหนดราคาเอง ไม่ต้องมารอราคาจากพ่อค้า  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวต่อว่า กาแฟลุงไข่เป็นกาแฟโรบัสต้าสายพันธุ์ดั้งเดิมเลือกเก็บผลกาแฟที่สุกแดงในตอนเช้า มาผ่านกระบวนการลอยน้ำและล้างทำความสะอาด โดยนำเอาเครื่องซักผ้า มาใช้ในการปั่นเมล็ดกาแฟ โดยล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง และนำกาแฟมาสะลัดน้ำให้แห้ง และเข้าสู่กระบวนการบ่มจนให้กาแฟทุกผลสุกเท่าๆกันแล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิทจากนั้นเก็บบ่มในรูปแบบกาแฟกะลาและเชอรี่แห้งอย่างน้อย8เดือนแล้วนำมาสี แล้วคัดทุกเมล็ดด้วยมือเพื่อนำมาคั่วจำหน่ายเป็นกาแฟสด  หรืออีกกระบวนการก็คือวิธีการสีสด หลังจากที่ปั่นทำความสะอาด แล้วก็จะนำมาเข้าเครื่องสีสด หลังจากสีสดแล้วก็จะได้กาแฟกะลาแล้วจึงนำไปตากแห้ง วิธีนี้จะช่วยให้ระยะเวลาในการตากน้อยลง  กาแฟจะแห้งเร็ว

การทำกาแฟให้แห้งหรือการตากกาแฟทางสวนลุงไข่ให้ความสำคัญเป็นอยากมากเพราะการตากสามารถเพิ่มรสชาติและกลิ่นของกาแฟได้ แสงแดดจำเป็นอย่างยิ่งในการตากเพราะเป็นพลังงานธรรมชาติที่ให้พลังงานความร้อนที่ดีที่สุดและเป็นพลังงานที่เราไม่ต้องไปซื้อ  เมื่อผลกาแฟได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอดีกาแฟจะมีกลิ่นหอมคล้ายๆผลไม้สุก  อย่างไรก็ตามเทคนิคการตากกาแฟต้องทดลองหลายๆแบบเพื่อหาข้อสรุปหลายปีที่ผ่านมาได้ทดสอบและหาข้อสรุปที่ประหยัดสุดดีที่สุด ก็คือแสงแดดแต่ต้องใส่ใจในรายละเอียดของความร้อน เวลา ความชื้นสภาพอากาศบริเวณโรงตาก  กาแฟจะได้รสชาติที่ดีต้องใส่ใจทุกขั้นตอน

ปัจจุบันได้ตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมาประมาณ 2 ปี มีสมาชิก 25 คน โดยสมาชิกจะเก็บเอาเมล็ดกาแฟสดที่สุกแดงนำมาให้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่างๆก่อนที่จะตากจนแห้งและคั่วขาย เนื่องจากกระบวนการต่างๆค่อนข้างจะยุ่งยาก และต้องใส่ใจ เพราะหากเราไม่รักษาคุณภาพไว้ ลูกค้าที่ซื้อไปก็จะไม่เชื่อถือในกาแฟของเรา ซึ่งราคาที่เป็นกาแฟสารของเรานั้น จะขายในราคากิโลกรัมละ 600 บาทจากกาแฟในท้องตลาดทั่วไปกิโลกรัมละ 60 บาท ถ้าเป็นราคากาแฟที่คั่วแล้วนั้น 200 กรัม ราคา 250 บาท ซึ่งลูกค้าที่ซื้อกาแฟนั้นจะได้กาแฟที่เราเก็บไว้จากปีที่แล้ว เพราะจะได้กาแฟที่มีการบ่ม เมื่อนำมาคั่วจะได้รสชาติและกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น

กาแฟสวนลุงไข่ที่ได้รางวัลชนะเลิศนั้น ถือได้ว่าเป็นกาแฟพิเศษที่มีคุณภาพ มีความพิเศษทั้งรสชาติ และกลิ่น ได้คะแนนการ cupping จากผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 80 คะแนน ดังนั้น หากใครอยากลองชิมกาแฟพิเศษ รสชาติเข้มๆ กลิ่นหอมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ สไตล์โรบัสตา หรืออยากไปเที่ยวชมเรียนรู้การปลูกกาแฟอินทรีย์สวนลุงไข่ ก็สามารถติดต่อไปได้ที่ คุณธนาสิทธิ์ สอนสุภา  โทรศัพท์ 08-5214-7855 เฟสบุ๊ค SLKCOFFEE หรือ กาแฟลุงไข่Byเด็กบ้านนอกเพียงพอ//

ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ ลีฬหคุณากร /ชุมพร

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here