คนไทยในมาเลย์ ชี้ ยังคงเชื่อมั่นในมาตราการป้องกันและควบคุมโควิดโอไมครอนของรัฐบาลมาเลเซีย

4

สถานการณ์เชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ในมาเลเซีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของประเทศไทย ที่มีความกังวลใจมากขึ้ หลังจากกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ได้ออกแถลงการณ์ พบผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโควิดสายพันธุ์ “โอไมครอน” คนแรกของประเทศ ในนักศึกษาต่างชาติ อายุ 19 ปี ที่ผ่านการกักตัว หลังเดินทางมาจากแอฟริกาใต้ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พร้อมกลุ่มเสี่ยง อีก 5 คน ที่เดินทางมากับรถยนต์โดยสารคันเดียวกัน จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังเมืองอิโปห์ ของรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวจังหวัดยะลารายงานว่า ได้มีการติดต่อและประสานไปกับคนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่เดินทางไปทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์ (KL)ประเทศมาเลเซีย ในเรื่องของสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน”ในประเทศมาเลเซีย ในช่วงนี้ 

นายรุสดี ตาผา อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่ไปทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า ตนเองเดินทางไปทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์(KL)ประเทศมาเลเซีย เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งตอนนี้ตนเองไม่ได้กลับบ้าน ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยส่วนตัวมีการติดตามข่าวสาร “สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด”อัพเดทอยู่สม่ำเสมอว่าจะมีการเปิดประเทศโดยเร็ววัน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา ทางประเทศมาเลเซียมีการพบผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโควิด สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” เป็นรายแรก ซึ่งเป็นนักศึกษาจากแอฟริกาใต้ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่รัฐเปรัก โดยนักศึกษารายดังกล่าว ได้เดินทางเข้าประเทศมาเลเซียในวันที่ 19 พ.ย.64 ที่ผ่านมา ล่าสุดทางรัฐบาลมาเลเซียได้มีการติดตามผู้สัมผัสกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดอย่างเคร่งครัด แต่ในส่วนของมาตรการยังไม่มีการบังคับใช้กับประชาชนชาวมาเลเซียแต่อย่างใด โดยส่วนตัวตนเองยังเชื่อมั่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน”ของรัฐบาลชุดนี้เพื่อที่จะได้เปิดประเทศโดยเร็ววัน  “คนไทยในมาเลเซียกล่าว”

อัพเดทไวรัสโควิด วัคซีน “โอไมครอน” ในมาเลเซีย

1.มาเลเซียเจอ โอมิครอนแล้วหนึ่งรายเป็นนักศึกษาจากแอฟริกาใต้ ที่เข้ามายังมาเลเชียตั้งแต่วันที่ 19 พย. คือก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศพบสายพันธุ์นี้ระบาดแต่หลังจากพบสายพันธุ์นี้มาเลเซียก็เลื่อนการประกาศให้โควิดเป็นโรคระบาดประจำถิ่นออกไปก่อนและรอดูสถานการณ์

2.นักศึกษาคนนี้ฉีดไฟเซอร์แล้วครบ 2 โดส เดินทางโดยทรานสิตที่สิงค์โปร์แล้วเข้ามาเลเชีย เรียนที่มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่งใน

อีโปห์ ก็ยังไม่พบอาการรุนแรงใดๆ ผู้ที่ใกล้ชิดสัมผัสมีการตรวจ โควิดแล้วไม่พบผลบวก 3.ไม่ต้องตื่นตระหนกมาก ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตได้ปกติในแบบใหม่ ก็

คือยังสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง คนฉีดวัคซีนครบ โดส ได้เดินทางข้ามรัฐ นั่งในร้านอาหาร เข้าสถานที่ต่าง ๆ กิจกรรม ทางเศรษฐกิจเปิด โรงเรียนเปิด มหาลัยเปิดมีเรียนแบบออนไลน์และในคลาส ทั่วประเทศเป็นสีเขียว

ตัวเลขเคสใหม่จะอยู่ที่ 4 – 5 พันรายต่อวัน แต่อาการไม่หนัก ผู้เสียชีวิตก็ลดลงเหลือ 30 – 50 รายต่อวัน จากเดิมเกินร้อยทุกวัน

4.ทางมาเลเชียฉีดวัคชีนในคนอายุ 18 ปีขึ้นไปครบ โดสแล้วถึง 95% ตอนนี้กำลังฉีดในคนอายุ 12 – 17 ปี ฉีดครบโดสไปแล้ว 84% และฉีดเข็มกระตุ้นเข็มสามแล้ว 2.2 ล้านโดส เข็มสามตอน

นี้จะเป็นไฟเซอร์ แต่ก็ไม่บังคับให้ฉีดแล้วแต่ความสมัครใจ

5.มาเลเซียกับสิงค์ โปร์เปิดด่านทางบกแล้วตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.64 ให้เฉพาะประชากรสองชาตินี้เข้าออกได้ก่อน และมีการเปิดเกาะ

ลังกาวีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ตั้งแต่ 15 พ.ย. 64 ที่แล้ว โดยทางเครื่องบินเท่านั้น และ 6.มาเลเชียตอนนี้เข้าเฟสสี่คืออยู่ในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิดการเปิดด่านทางบกกับเพื่อนบ้านอื่นๆ นอกจากสิงค์ โปร์ยังเงียบอยู่แม้จะมีการคุยกันแล้วบ้าง ก็รอติดตามข่าวต่อไป หวังว่าปีหน้าสถานการณ์จะดีขึ้นกลับเป็นปกติและเปิดประเทศกันถ้วนหน้า

ภาพ-ข่าว อะหมัด รามันห์สิริวงศ์/ยะลา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here