กรมประมง ลงนามความร่วมมือกับ มูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล และมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท ประสานความมุ่งมั่น ด้านการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

10

ที่อาคารอเนกประสงค์ กรมประมง ดร.อาร์เน่ ฟเยอทอฟท์ เลขาธิการผู้ก่อตั้งมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิ เวิลด์วิว ไคลเมท และนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ในการดำเนินงานกิจกรรมด้านการป้องกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาระบบนิเวศทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ประสานความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การปล่อยมลพิษทางน้ำ การทำประมงที่เกินศักยภาพ ล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ กรมประมงในฐานะหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีภารกิจในการศึกษา วิจัย และพัฒนาด้านการประมง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และสามารถใช้ประโยชน์สำหรับการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน จึงได้ประสานความร่วมมือกับ มูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF) และมูลนิธิ เวิลด์วิว ไคลเมท (WCF) ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals: SDGs) ในเป้าหมายที่ 13 Climate Action และเป้าหมายที่ 14 Life Below Water รวมถึงสนธิสัญญาปารีส (Paris Climate Agreement) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ในการดำเนินงานกิจกรรมด้านการป้องกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาระบบนิเวศทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์แหล่งอาศัยและความหลากหลายของสัตว์ทะเลในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พร้อมขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมสู่การสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกด้วย โดยในส่วนของกรมประมง ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวประมงมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่ให้เกินกำลังการผลิตของธรรมชาติ พร้อมฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเล เช่น การจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) การจัดตั้งธนาคารสัตว์น้ำชุมชน การผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติ รวมทั้งรักษาพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้เป็นพื้นที่เลี้ยงตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น นอกจากนี้ กรมประมงยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน เพื่อลดภาวะโลกร้อน ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถดูดซับคาร์บอนไปกักเก็บและเคลื่อนย้ายไปยังพื้นทะเลได้ และยังเป็นการพัฒนาอาชีพและเสริมรายได้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการลงนามความร่วมมือ ทั้ง 3 ฝ่ายได้มีการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพในหัวข้อต่างๆ ได้แก่ แนวทางและโอกาสในการพัฒนาสาหร่ายทะเลในประเทศไทย การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม Blue Cabon เช่น สาหร่ายทะเล ป่าโกงกาง และหญ้าทะเล เป็นต้น

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของกรมประมง ในการประสานความร่วมมือกับมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล และมูลนิธิ เวิลด์วิว ไคลเมท ที่จะทำให้การปกป้อง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรประมง รวมถึงระบบนิเวศชายฝั่งของไทยเกิดความสมดุล และมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here